แกนนำภูมิใจไทยเปิดโปงขบวนการ “World ID” โยงเจ้าพ่อสแกมเมอร์ระดับโลก แฉอดีต รมว.ดีอี เมินรายงานปลัดฯ ปล่อยข้อมูลชีวมิติคนไทยเสี่ยงถูกละเมิด เข้าข่าย ม.157 เตรียมหอบหลักฐานบุกดีเอสไอ
เมื่อวันที่ 6 ม.ค.69 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงถึงกรณีพบความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และปลัดกระทรวงฯ เกี่ยวกับการปล่อยให้บริษัทเอกชนจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ของประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
นายศุภชัยระบุว่า ในเดือนมีนาคม 2567 กระทรวงดีอีได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัทจากสิงคโปร์ในเครือของนายเบน สมิธ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น “เจ้าพ่อสแกมเมอร์ระดับโลก” โดยกระบวนการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการสอบถามความเห็นจากกฤษฎีกา อัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศในวันที่ 25 มี.ค. 2567 และเพียงวันเดียวมีการลงนามทันที โดยมีนายประเสริฐร่วมเป็นสักขีพยาน
ต่อมาในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2568 บริษัท TIDC Metaverse ในเครือของนายเบน สมิธ ได้พยายามขออนุญาตดำเนินโครงการ World ID เพื่อเก็บข้อมูลสแกนม่านตาประชาชนแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัลต่อหน่วยงานในกำกับของกระทรวงดีอี แต่หน่วยงานไม่อนุญาต เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 11 มิถุนายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตรวจพบว่ามีการใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตาประชาชนจริงกว่า 1,200,000 ราย และปลัดกระทรวงฯ ได้รายงานเรื่องให้รัฐมนตรีทราบตามลำดับชั้น แต่ นายประเสริฐกลับเพิกเฉย ไม่สั่งระงับหรือตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
นายศุภชัยเตือนว่า การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ทำให้ข้อมูลอ่อนไหวของคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง อาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ เช่น การสร้างบัญชีม้าหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.
“เรื่องนี้มีบรรทัดฐานคล้ายคดีจำนำข้าวที่ศาลเคยพิพากษาอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ผมจึงเรียกร้องให้มีการสอบสวน และจะนำเรื่องไปร้องต่อ ดีเอสไอ และ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการกับนายประเสริฐ และปลัดกระทรวงดีอีต่อไป” นายศุภชัยกล่าว




















