“วิทัย” เผย เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ความไม่แน่นอนทางการเมือง-ปัญหาคอร์รัปชัน- ทุนเทา ทำให้ศักยภาพการเติบโตลดลงและมีภูมิคุ้มกันต่ำจากจีดีพีเดิมโต 5% ปัจจุบันเหลือเพียง 2%
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยรับผลกระทบจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่สั่งสมมานานหลายปี โดยขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง Productivity ที่ต่ำ และไม่มีการลงทุนใหม่ ๆ ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง และหนี้ครัวเรือนที่สูงสุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก นอกจากนี้ ภาคธุรกิจเองก็มีหนี้สูง ซึ่งปีนี้มีความเรื่องการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ บางส่วน
นอกจากนี้ยังเผชิญความเหลื่อมล้ำรุนแรง ทั้งด้านการเงิน รายได้ และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ และไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยส่งผลให้กำลังแรงงานของไทยลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ที่ 3% เหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยโดยความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีไปหลายคน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย
นอกจากนี้ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันและทุนเทา ปัญหาเรื่อง Corporate Governance และการทุจริตในเมืองไทยรุนแรงมาก หากแก้ไม่ได้จะก้าวต่อไปลำบาก รวมถึงปัญหาเรื่องทุนสีเทาที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทย มองว่าจีดีพีและเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่แผ่วกำลังเห็นได้จากจีดีพีเดิมโต 5% ปัจจุบันเหลือเพียง 2%
ทั้งนี้ปีนี้คาดว่าจีดีพีโตประมาณ 2.2% ส่วนปีหน้าอาจจะอยู่ที่ 1.5-1.7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น 2.7% การส่งออกในปีนี้มีปัญหาเนื่องจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว การบริโภคก็ลดต่ำลงจากเดิมที่เคยโต 5% เหลือเพียง 1-2% นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณปีหน้าที่อาจล่าช้าไป 1 ไตรมาสจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ท่องเที่ยวจะภูมิใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่ฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิดไปแล้ว ประเทศไทยยังถือว่าฟื้นตัวได้ช้ากว่า ดังนั้นเศรษฐกิจไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่อยู่ด้วยบุญเก่าที่ใช้อุตสาหกรรมเก่าและเทคโนโลยีเก่า ซึ่งน่ากังวลอย่างมากในระยะยาว
ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 3 ปี ขณะที่สินเชื่อรายใหญ่ยังมีขึ้นมีลงบ้าง เมื่อสินเชื่อไม่เติบโต ปริมาณเงินในระบบที่ควรจะถูกสร้างขึ้นมาก็หายไป สิ่งนี้สะท้อนว่าเอสเอ็มอีกำลังมีปัญหาหนัก และหากไม่ได้รับการแก้ไข เครดิตคอร์สที่สูงจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม
ส่วนนโยบายการเงินมีข้อจำกัดอย่างมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะมีคนเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยของไทย1.25% ถือว่าระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น ซึ่งหากดูสถิติการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมารวม 1% หรือลด 4 ครั้งที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้นจีพีดีได้เพียง 0.18% ในเวลา 2 ปี ถือว่าน้อยมาก เพราะปัญหาปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้แก้ได้ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หรือหาก ธปท.ลดดอกเบี้ยลง 0.50% จะช่วยเพิ่มเงินเฟ้อได้เพียง 0.1% เท่านั้น ซึ่งธปท.เข้าไปแก้ปัญหาใน Real Sector มากขึ้น เช่น มาตรการแก้หนี้และพยุงเศรษฐกิจรายย่อย เพื่อช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียต่ำกว่าแสนบาท ที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ 1 ล้านค หรือโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ที่เป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยเอสเอ็มอี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทอย่างมากในปัจจุบันคือการซื้อขายทองคำ ที่การซื้อขายทองคำในไทยมีมูลค่าสูงถึง 50-60% ของจีดีพีโดยเฉพาะ 15 รายใหญ่ ที่ซื้อขายทองบนแอปพลิเคชัน เช่นล่าสุดที่ พบว่าหนึ่งรายมีรายได้เกิน 5 ล้านล้านบาทซึ่งสูงมาก เทียบกับจีดีพีประเทศที่อยู่ 18 ล้านล้านบาท โดยปัจจุบันพบวอลุ่มการเทรดทอง 250,000 ล้านบาทต่อวัน มากกว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยที่เทรดเฉลี่ยเพียง 40,000 ล้านบาทต่อวันหลายเท่าตัว
ดังนั้น มาตรการใหม่ที่ ธปท.ดำเนินการจะแก้ประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้อำนาจ ธปท.ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชัน เนื่องจากมีผลกระทบต่อค่าเงิน โดยจะประกาศช่วงวันที่ 23-29 ม.ค.นี้ เพื่อกำหนดลิมิตการซื้อขายทองที่มีปริมาณ เช่น 50-100 ล้านบาทขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
นอกจากนี้ธปท.ได้มีการขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐทุกแห่ง และจะออกหนังสือเวียนเร็วๆนี้ เพื่อให้ช่วยกันดูแลการแลกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ
โดยเฉพาะการแลกเงินจำนวนมากในรูปแบบที่น่าสงสัย เช่น การขอแลกเงินหลักล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะ ธนบัตรใบละ 100 บาท 500 บาท และ 1,000 บาท ในช่วงเลือกตั้งที่ใช้เงินสดค่อนข้างมากกว่าช่วงปกติ หากพบว่าธุรกรรมใดมีลักษณะผิดปกติ ก็ขอให้รายงานเข้ามา เพื่อให้ธปท.สามารถเข้าไปติดตามเส้นเงินต่อได้
ทั้งนี้คาดว่าภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า ธปท.จะแก้กฎหมายเพื่อให้เข้าไปป้องปรามธุรกรรมลักษณะนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกรรมเงินสด ซึ่งต่างจากการทำธุรกรรมผ่านระบบโอนเงิน เพราะการโอนเงินผ่านระบบการเงินมีความปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบเส้นทางเงินได้ชัดเจน


















