รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำ การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน แต่ไม่ควรสรุปผลหรือเรียกร้องยกเลิกโครงการก่อนมีข้อยุติ พร้อมเตือนการยกเลิกอาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและก่อภาระค่าเสียหายแก่รัฐ หากเกิดข้อพิพาทตามสัญญา
เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ TH-AI Passport โดยอ้างเหตุผลเรื่องความคุ้มค่า ความซ้ำซ้อนกับบริการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีอยู่แล้ว รวมถึงข้อกังวลด้านกฎหมายและความมั่นคง ว่า สังคมควรแยกให้ออกระหว่าง “การตรวจสอบ” กับ “การสั่งยกเลิกโครงการ”
นายภราดร กล่าวว่า การตรวจสอบการใช้งบประมาณและการดำเนินงานของภาครัฐเป็นสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายค้าน รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะช่วยให้ทุกโครงการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดความคุ้มค่าสูงสุด แต่การตรวจสอบควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม ไม่ใช่การสรุปผลล่วงหน้า ทั้งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้มีข้อยุติ
“หากมีข้อสงสัยเรื่องกฎหมาย ความคุ้มค่า หรือความปลอดภัยของข้อมูล ก็ควรเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบให้ถึงที่สุด แต่การเรียกร้องให้ยกเลิกทันที ทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุปว่าโครงการผิดกฎหมายหรือสร้างความเสียหายจริง อาจส่งผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่สังคมควรพิจารณาเช่นกัน” นายภราดร กล่าว
นายภราดร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยหลายประเทศกำลังเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะของประชาชน ดังนั้น การถกเถียงถึงความเหมาะสมของโครงการเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรปิดกั้นความพยายามตั้งแต่ต้น
นายภราดร ระบุว่า การให้เหตุผลว่ามีบริการ AI ฟรีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีโครงการลักษณะนี้ เป็นการพิจารณาเพียงด้านเดียว เพราะประเด็นสำคัญคือ คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปใช้เพิ่มศักยภาพด้านการศึกษา การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่
นายภราดร กล่าวว่า ยังมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายแสดงความเห็นว่า หากภาครัฐยกเลิกโครงการโดยไม่มีข้อยุติทางกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อพิพาทตามสัญญา และสร้างภาระค่าเสียหายที่ประชาชนต้องรับผิดชอบในอนาคต รวมถึงกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย
นายภราดร กล่าวว่า ทางออกที่เหมาะสมที่สุดคือ การเปิดให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มที่ เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาชน และทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หากพบการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากพบว่าโครงการไม่คุ้มค่าก็ควรปรับปรุงหรือยุติ แต่ตราบใดที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ก็ไม่ควรมีการตัดสินล่วงหน้า
“การตรวจสอบคือกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่การตัดสินล่วงหน้าไม่ใช่การตรวจสอบ หากสังคมต้องการคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ก็ควรปล่อยให้ข้อเท็จจริงทำงาน และตัดสินกันบนข้อมูล ไม่ใช่บนกระแสทางการเมือง ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจง แต่ไม่มีฝ่ายใดควรมีสิทธิ์ตัดสินความจริงแทนกระบวนการตรวจสอบของประเทศ” นายภราดร กล่าว




















