“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ระบุโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการลดภาระค่าครองชีพควบคู่การเพิ่มทักษะอาชีพ เสริมศักยภาพร้านค้ารายย่อยและเยาวชนไทย พร้อมจูงใจเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อความเป็นธรรมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่า เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแนวคิดการบริหารที่เปิดกว้าง โดยนายกรัฐมนตรีให้อิสระในการคิดและต่อยอดนโยบายจากโครงการ “คนละครึ่ง” เดิม ซึ่งมีประโยชน์ต่อประชาชนอยู่แล้ว
นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวคิด “พลัส” คือการเพิ่มและต่อยอด ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการช่วยลดรายจ่ายของประชาชน พร้อมกับเสริมทักษะให้คนไทยและร้านค้ารายเล็ก รายย่อย ให้สามารถขายสินค้าออนไลน์ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ โดยยึดหลักที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ต้องการ “ให้เบ็ดเพื่อนำไปตกปลา” มากกว่าการ “ให้ปลา” เพียงอย่างเดียว
สำหรับรายละเอียดของโครงการ นายเอกนิติ ระบุว่า ได้มีการปรับปรุงจากโครงการเดิม โดยเพิ่มวงเงินจากวันละ 150 บาท เป็น 200 บาท และขยายกลุ่มผู้ได้รับสิทธิจากเดิมอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นตั้งแต่อายุ 16 ปี เนื่องจากเยาวชนสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้แล้ว และเป็นวัยที่มีค่าใช้จ่ายด้านการดำรงชีวิต ซึ่งจะช่วยลดภาระของผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งเพิ่มองค์ความรู้ด้านการเงินดิจิทัล และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แพลตฟอร์มไปต่อยอดการค้าขาย สร้างรายได้ระหว่างเรียน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะรีสกิลและอัปสกิลด้านเทคโนโลยี รวมถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยในการขายของออนไลน์และการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของคนไทยในระยะยาว
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชน จึงต้องออกแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อสร้างความเป็นธรรม โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่า เช่น ผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับ 2,000 บาท ขณะที่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับ 2,400 บาท
“หากมีเฟสต่อไป หรือมีโอกาสดำเนินโครงการต่อ อยากให้พ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในระบบภาษีได้รับเงินมากขึ้น เพราะเงินทุกบาทจะถูกนำกลับมาพัฒนาประเทศ หากเราแจกเงินเพียงอย่างเดียว โดยไม่ดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี จะเกิดความเป็นธรรมในสังคมได้อย่างไร” นายเอกนิติ กล่าว




















