หน้าแรกHighlight“ปชป.”ถือฤกษ์เบอร์ 27 ลุยโค้งสุดท้าย ชูบท“ผู้คุมเกมรัฐบาล”เพื่อรัฐบาลสุจริต

“ปชป.”ถือฤกษ์เบอร์ 27 ลุยโค้งสุดท้าย ชูบท“ผู้คุมเกมรัฐบาล”เพื่อรัฐบาลสุจริต

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“อภิสิทธิ์” นำทัพ ปชป. ถือฤกษ์เบอร์ 27 ลุยโค้งสุดท้าย ชูบทบาท “ผู้คุมเกมรัฐบาล” มุ่งปราบโกง-ขจัดทุนเทา-สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.69 พรรคประชาธิปัตย์จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งรณรงค์หาเสียงแต่เช้าตรู่ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมคนทีมทำเป็น และผู้สมัคร สส. กทม. เพื่อแสดงความพร้อมในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยถือฤกษ์วันที่ 27 มกราคม ซึ่งตรงกับหมายเลขประจำพรรคในระบบบัญชีรายชื่อ ประกาศจุดยืนเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ในการคุมทิศทางรัฐบาลชุดใหม่ให้สุจริตและโปร่งใส ชูนโยบาย “อากาศสะอาด-รถไฟฟ้า” ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า พรรคให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งด่วนของชาวกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ผ่าน 2 นโยบายหลัก ได้แก่

1.พ.ร.บ.อากาศสะอาด แบบครบวงจร โดนผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดควบคู่กับกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ต้นตอ

2.โครงสร้างราคาและระบบรถไฟฟ้าเตรียมเปิดรายละเอียดแนวทางการบริหารจัดการรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าเดินทางของประชาชนในช่วงเที่ยงวันนี้

นายอภิสิทธิ์ ย้ำถึงความสำคัญของการเลือกพรรคประชาธิปัตย์ว่า เพื่อให้พรรคเข้าไปทำหน้าที่ “ผู้คุมเกม” ในรัฐบาลชุดต่อไป โดยมุ่งเน้นภารกิจหลัก 4 ด้าน

1.ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับการขจัดปัญหาคอร์รัปชันและกลุ่มทุนเทา

2.ความโปร่งใส การกำหนดทิศทางของประเทศต้องไม่มีผู้อยู่เบื้องหลังและสามารถตรวจสอบได้

3.ก้าวข้ามความขัดแย้งไม่ใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก แต่ให้แสวงหาจุดร่วมในประเด็นที่ละเอียดอ่อน

4.เศรษฐกิจยั่งยืน ปฏิเสธนโยบายประชานิยมแบบ “ลดแลกแจกแถม” ที่สร้างผลเสียระยะยาว แต่จะมุ่งสร้างยุทธศาสตร์การเติบโตที่เข้มแข็งจากฐานราก

“วันที่ 8 ก.พ. ไม่ใช่แค่เพียงวันเลือกตั้ง แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะตั้งต้นให้ประเทศกลับสู่บ้านเมืองที่สุจริตและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อให้การเมืองไทยหลุดพ้นจากวงจรความขัดแย้งเดิมๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงการประเมินจำนวน สส. นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการคำนวณตัวเลข แต่เน้นการสร้างความมั่นใจให้ประชาชน โดยเฉพาะจากการลงพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนมีความตื่นตัวและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน พร้อมประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียง

บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก จนผู้สื่อข่าวตั้งฉายาให้ว่า “มาร์เก็ตแตก” ต่อเนื่องจากกระแสตอบรับที่ดีในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าแม้จะทำงานหนักวันละกว่า 17-18 ชั่วโมง แต่ก็พร้อมเดินหน้าพบปะประชาชนให้ได้มากที่สุดจนนาทีสุดท้าย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img