KPI Poll เผยผลสำรวจ “อนุทิน” คะแนนเพิ่ม ขณะที่ “เท้ง” คะแนนลด ด้าน “ยศชนัน” คะแนนเพิ่มขึ้นนิดหน่อย อภิสิทธิ์ลดลง ชี้ประชาชนเกินครึ่ง 52.6 โหยหาความเปลี่ยนแปลง แต่กลุ่ม Baby Boomer และ Gen X ยังกังวลเรื่องความไม่แน่นอน เจาะลึกตัวเลขแคนดิเดตนายกฯ ที่เริ่มสลับอันดับ ใครคือ “ตัวจริง” ในสายตาประชาชนที่มองข้ามเปลือกนอกสู่ผลงานที่กินได้จริง
เมื่ิวันที่ 30 ม.ค.2569 สถาบันพระปกเกล้า โดยศูนย์ KPI Poll เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนครั้งที่ 2 หัวข้อ “เลือกตั้ง 69…ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ และทิศทางการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” สะท้อนภาพการเมืองไทยในโค้งสุดท้ายที่ยังผันผวน ชี้ชัดประชาชนเลือกจาก “ความต้องการเปลี่ยนแปลง” มากกว่ากระแสตัวบุคคล โดยรศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ระบุว่า การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 16-19 มกราคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 รายทั่วประเทศ โดยเน้นมาตรฐานทางวิชาการ ความเป็นกลาง และไม่ชี้นำ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางการเมืองโดยผลสำรวจพบว่ากลุ่มประชาชนที่ระบุว่า “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม” มีสัดส่วนลดลงจาก 26.2% เหลือ 23.4% แต่ยังคงเป็นกลุ่มที่สูงที่สุด สะท้อนว่าสนามนี้ยังเปิดกว้างสำหรับทุกพรรคการเมืองที่จะช่วงชิงคะแนนในโค้งสุดท้าย สำหรับคะแนนนิยมรายบุคคล มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล: คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 16.9% เป็น 18.9% (ขยับขึ้นอันดับ 1 ในกลุ่มตัวบุคคล)
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ: คะแนนลดลงจาก 18.8% เหลือ 15.2%
รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: คะแนนขยับขึ้นจาก 10.9% เป็น 12.1%
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: คะแนนลดลงจาก 10.2% เหลือ 8.8%
นอกจากนี้ กลุ่มที่น่าจับตามองคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (4.6%), นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (3.4%) และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (3.2%) ที่มีแนวโน้มคะแนนขยับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
เมื่อเจาะลึกถึงเหตุผลในการตัดสินใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่าเกินครึ่งหรือ 52.6% ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ รองลงมาคือความชอบในนโยบายพรรค (30.2%) และชอบตัวบุคคล (8.6%) ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าพรรคการเมืองที่จะชนะใจประชาชนได้ ต้องสื่อสารให้เห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่ “จับต้องได้จริง” และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าแค่สโลแกนขายฝัน
ในส่วนของแนวโน้มการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ภาพรวมพบว่าเสียงส่วนใหญ่ 53% เห็นชอบ โดยมีความแตกต่างตามช่วงวัย (Generation Gap) อย่างชัดเจน Gen Z: เห็นชอบสูงสุด 58.8% Baby Boomer: เห็นชอบน้อยที่สุด 46% และมีสัดส่วนไม่เห็นชอบสูงถึง 31%
ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขมากที่สุด (คะแนนเต็ม 5) 1.ระบบการเลือก สว. (3.74 คะแนน) 2.กลไกการถอดถอนฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ (3.69 คะแนน) 3.ที่มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ (3.68 คะแนน)
ข้อน่ากังวลที่พบจากการสำรวจคือ ประชาชนรับรู้ข้อมูลเรื่องประชามติจาก สื่อมวลชนและองค์กรเอกชน (35%) มากที่สุด ในขณะที่หน่วยงานหลักอย่าง กกต. กลับมีการรับรู้เพียง 13.7% เท่านั้น สะท้อนถึงช่องว่างในการสื่อสารของรัฐที่ยังเข้าไม่ถึงภาคประชาชนเท่าที่ควร
สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า พรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ขณะที่ กกต. ต้องเร่งปรับบทบาทเป็น “ศูนย์ข้อมูลกลาง” ที่ให้ข้อมูลสั้น กระชับ และเข้าถึงง่าย เพื่อลดความสับสนและสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกช่วงวัย



















