เข้าสู่โค้งสุดท้าย…ก่อนเข้าสู่วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 52,922,923 คน ถือเป็นการแย่งชิงคะแนนเสียง ที่ดุเดือดมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มี 3 ขั้วการเมืองถูกคาดหมายว่า จะได้เป็นแกนนำรัฐบาล คือ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคประชาชน (ปชน.) และ พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งตามผลโพลและความเห็นของนักวิชาการ แทบทุกสำนักเชื่อว่า พรรคที่จะได้คะแนนมาเป็นลำดับหนึ่งคือ ขั้วนำเงิน “ภท.” หรือขั้วส้ม “ปชน.” โดยขั้วแดง “พท.” จะเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ทำให้พรรคได้เสียงข้างมากที่สุด หรือพรรคที่ได้ลำดับสอง มีโอกาสได้เป็นแกนนำรัฐบาล
เพราะคงไม่มีพรรคการเมืองไหนได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง (250 เสียง) แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น ก็มีปมร้อนทำให้เกิดเสียงฮือฮา และเกิดคำถาม จะมีมีผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่ โดย “นายวิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวตอนหนึ่ง ระหว่างปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทยว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ
โดยเฉพาะการเบิกเงินสดจำนวนมาก เริ่มดำเนินการมาแล้วราว 10-14 วัน และขณะนี้เริ่มได้รับข้อมูลเข้ามากรณีเบิกเงินสดเป็นจำนวนมาก พบการเบิกถอนเงินสดน่าสงสัยสูงถึง 250 ล้านบาท และอีกรายเบิก 200 ล้านบาท ขอแบ่งเป็นธนาคารละ 100 ล้านบาท มีบางรายขอเบิกเงินสดที่เป็นธนบัตรชนิดราคา 100 บาทด้วย หากพบธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติ ธปท.จะติดตามเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และหากพบความผิดชัดเจน จะส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหากเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง ก็จะส่งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทันที
คำพูดดังกล่าว ทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที หลายคนอยากรู้รายละเอียดในเรื่องนี้ หลังจากเรื่องนี้เป็นข่าว ทำให้เกิดการประสานงาน ระหว่างกกต.กับธปท. เพื่อส่งต่อข้อมูลกัน โดย “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการกกต. ระบุว่า ช่วงเย็นวันที่ 30 ม.ค. ธปท.ได้ส่งข้อมูลมาให้แล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลของลูกค้าในสาขาธนาคารพาณิชย์ มีลูกค้า 6 รายที่เบิกถอนเงินผิดปกติ จึงได้ส่งต่อให้งานด้านสืบสวนไปดูเรื่องความสัมพันธ์ ว่า มีเกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอย่างไร ตลอดจนเบิกเงินมาทำอะไร

การเบิกเงินครั้งนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย แต่หากเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนใด ตรวจสอบได้ไม่ยาก โดยวันที่ 2 ก.พ.นี้จะมีการเสนอเรื่องนี้ให้กับ กกต. ได้รับทราบ เมื่อถามต่อว่า เงินก้อนดังกล่าวจะเข้าข่ายหรือมีความสูงเสี่ยงจะนำไปใช้ซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือไม่นั้น นายแสวง กล่าวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ แต่ไม่ว่าเงินจะมีจำนวนมากขนาดไหน หากหาความสัมพันธ์ไม่ได้ ก็อาจจะเป็นเรื่องของการนำไปใช้ทำธุรกิจก็ได้ ซึ่งเราก็ได้ทำงานร่วมกับ ปปง. ด้วย โดยจะดูเรื่องที่มาของเงิน
สำหรับประเด็นเกี่ยวข้อง กับการเบิกเงินสด 250 ล้านบาท ถ้าหากตรวจพบว่า ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าว มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด ย่อมกลายเป็นเรื่องใหญ่ในทันที ดังนั้นคงต้องรอคำตอบของกระบวนการตรวจสอบ โดยเฉพาะการทำงานของ ป.ป.ง. จะมีศักยภาพและประสิทธิภาพมากแค่ไหน ยิ่งอดีตที่ผ่านมา มักมีเสียงวิจารณ์กกต. ขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบ การซื้อสิทธิ์ขายเสียง แม้จะมีการตรวจสอบได้ภายหลังการเลือกตั้ง แต่เวลามีเรื่องส่งขึ้นพิจารณาในศาล เวลาให้การในชั้นศาล พยานมักกลับคำให้การ
เนื่องจากเกรงการถูกข่มขู่ และกลัวเรื่องความปลอดภัย ยิ่งหากผู้ถูกกล่าวหาได้เป็นสส. ดังนั้นหลายคนเลยคาดหวัง ให้องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง จะสามารถจับกุมคนที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก่อนวันที่ 8 ก.พ. 69 ดังนั้นคงต้องรอกระสอบตรวจสอบเรื่องนี้ จะมีคำตอบให้สังคมได้พอใจ และเชื่อมั่นอย่างไร
นอกจากนี้ “นายแสวง” ยังได้ส่งข้อความในกลุ่มไลน์สำนักงาน กกต.ถึงเจ้าหน้าที่ กกต.ทุกคนโดยระบุว่า ดูข่าวนำความผิดพลาดการปฏิบัติหน้าที่ ในระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. และไม่ปิดเอกสาร แนะนำตัวบางเบอร์ที่หน้าหน่วย ฯลฯ ได้กล่าวหา สนง.ทำให้เกิดความเสียหาย และการกระทำของ สนง. ก็ทำให้เขาได้รับความเสียหายอย่างมาก เรื่องนี้คงไม่จบลงง่าย ๆ ในการนี้ให้จังหวัดที่เกี่ยวข้องที่ทราบว่าเป็นจังหวัดตนเอง ทำรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็ว และให้สำนักประชาสัมพันธ์ ถอดเทปว่ามีกรณีใดบ้าง เพื่อส่งให้ด้านบริหารการเลือกตั้ง ติดตามทุกประเด็นเพื่อรายงานให้ กกต.ทราบต่อไป
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 2 ก.พ. สำนักงานกกต. ได้เรียกประชุมเพื่อสรุปประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งความผิดพลาดของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ในการเขียนรหัสเขตเลือกตั้ง เอกสารแนะนำผู้สมัครที่ปิดประกาศไว้หน้าหน่วยไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาด คิวอาร์โค้ดลิงก์ข้อมูลผู้สมัคร สส.ซึ่งเป็นข้อมูลในการเลือกตั้งในปี 66 รวมถึงประเด็นที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ให้พิจารณา ซึ่งประเด็นการจัดเลือกตั้งล่วงหน้า ทำให้กกต.ถูกโจมตีอย่างหนักในโลกออนไลน์ มีการตั้งคำถาม “มีกกต.ไว้ทำไม” โดยเฉพาะพรรคปชน. ที่ผู้สมัครได้รับผลกระทบ ซึ่งบางเขตรายละเอียดในการแน่ะนำตัวไม่มี การเขียนรหัสเขตเลือกตั้งผิดพลาด

ด้าน “นายเจษฎ์ โทณะวณิก” แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ (รช.) แสดงความเห็น ถึงการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต เมื่อวันที่ 1 ก.พ. หลังพบความผิดพลาดว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมืองเฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่คือ ความล้มเหลวของระบบ ที่ทุกพรรคโดนหางเลขกันถ้วนหน้า
“ต้องฝากกรรมการนะครับ กกต. ในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านไปเนี่ย ท่านมีความผิดพลาดมาก แล้วไม่ได้เป็นความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นกับเฉพาะบางพรรคนะครับ พี่น้องประชาชนอย่าไปหลงตามว่า มีการทำร้ายพรรคนั้น มีการทำลายคะแนนเสียงพรรคนี้ ไม่ใช่นะครับ ทุกพรรคโดนกันหมดครับ มันเป็นความผิดพลาดของกรรมการ ต้องยอมรับนะครับ การติดป้าย การติดชื่อ การเอาแผ่นที่เป็นแผ่นขาวไปทับชื่อ ผิดพลาดกันไปหมด ทำให้คนสับสน การเขียนเลขที่หน้าซอง เอาล่ะท่านอาจจะจำเป็นต้องเขียนอยู่ แต่เขียนให้ถูกครับ พิจารณาให้ถ้วนถี่ อย่าให้มันเกิดความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า” แคนดิเดตนายกฯ พรรครช. กล่าว
เชื่อว่า การทำงานของกกต. จะถูกจับตามองอย่างมาก ในการจัดการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. จะมีประสิทธิมากขนาดไหน ทั้งเรื่องการอำนวยความสะดวก ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง กระบวนการบัตรเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นหรือไม่ รวมทั้งการจัดการกับปัญหาการซื้อสิทธิ์และขายเสียง จะสามารถจับกุมคนที่ก่อเหตุได้หรือไม่ ซึ่งหลายคนเชื่อว่า ในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิด จะมีคนมาใช้สิทธิ์มากกว่าทุกครั้ง สังเกตได้จากประชาชนจำนวนมาก ลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า
ด้าน “นายณรงค์ เรืองศรี “ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา กทม.ได้จัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ณ สถานที่เลือกตั้งกลางของกทม. จำนวน 50 จุด โดยภาพรวมการดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่สามารถบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้อย่างเหมาะสม
สำหรับ ภาพรวม ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 845,853 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 740,966 คน คิดเป็นร้อยละ 87.60 ขณะที่ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จำนวน 2,747 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 2,650 คน คิดเป็นร้อยละ 96.47 สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยของประชาชน ในพื้นที่กทม.อย่างชัดเจน
แต่ที่อาจจะมีคำถามคือ คำให้สัมภาษณ์ของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภท. และแคนดิเดตนายกฯ ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ โดยมั่นใจในระดับหนึ่งว่า ภท.จะเป็นอันดับหนึ่ง โดยตั้งเป้าไว้ที่ 200 ที่นั่ง ซึ่งพรรคภท.ส่ง 300 กว่าเขต และผู้สมัครเคยเป็น สส. เคยชนะเลือกตั้งมาแล้ว 160 เขต และมีอีกประมาณ 70 เขตเป็นผู้ที่เกือบจะได้ ขาดคะแนน 400–1,000 คะแนน เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า คิดว่าภท.จะได้ สส.บัญชีรายชื่อกี่คน นายอนุทิน กล่าวว่า คาดหวังในระดับ 10-15 ที่นั่ง ตนตีต่ำ

หากบทสรุปจากการเลือกตั้ง เป็นไปอย่างที่หัวหน้าพรรคภท.พูด อาจทำให้บางพรรคการเมือง โจมตีกกต. อ้างจัดการเลือกให้บริสุทธิ์ยุติธรรมไม่ได้ใช่หรือไม่ เพราะมุ่งหวังที่จะได้เสียงมากที่สุด ในการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพรรคปชน. ที่คาดหวังจะได้สส.มากที่สุด หลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ได้เสียงมากที่สุดในนามพรรคก้าวไกล (ก.ก. ) 151 สส. แต่ในที่สุดผู้นำพรรค ก็ไม่มีโอกาสรับตำแหน่งนายกฯ แถมพรรคยังถูกยุบ อันเนื่องมาจากกำหนดนโยบายแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไว้ในนโยบายพรรค จนกลายมาเป็นพรรคปชน. ซึ่งการหาเสียงครั้งนี้ พรรคส้มระดมแกนนำพรรค ทั้ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายชัยธวัช ตุลาธน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อตั้งเป้าเป็นแกนนำรัฐบาลให้ได้ เพื่อหวังให้ นายธนาธร มาต่อยอดทางการเมืองในปี 73 หลังพ้นถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

โดย “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคปชน. และแคนดิเดตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล โดยแสดงความมั่นใจว่าพรรคปชน. จะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง “เกินร้อย” พร้อมย้ำว่าเป้าหมายของพรรคไม่ใช่เพียงการชนะเลือกตั้ง แต่คือการจัดตั้ง “รัฐบาลประชาชน” อย่างแท้จริง โดยการจะตั้งรัฐบาลได้อย่างมั่นคง พรรคปชน.จำเป็นต้องชนะขาด โดยอย่างน้อยต้องทิ้งห่างพรรคอันดับสอง ประมาณ 20–30 เสียง เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเสียงในสภา และปิดช่องว่างทางการเมืองที่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้าง ในการต่อรองหรือดึงเกมทางอำนาจ
นั่นหมายความว่า ทั้งพรรคภท.และปชน. มีเป้าหมายเดียวกัน คือเป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งแนวทางในการหาเสียงแตกต่างกัน โดยพรรคสีน้ำเงินมุ่งเน้นเรื่องชาตินิยม รักษาอธิปไตยไม่ยอมให้คู่ขัดแย้งอย่าง “กัมพูชา” สร้างความได้เปรียบเหนือประเทศไทย สนับสนุนให้ทหารทำหน้าที่รักษาดินแดนอย่างเต็มที่ ส่วนพรรคปชน. โชว์การเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ โดยในช่วงโค้งสุดท้ายคือ เดินหน้าในตรวจสอบกองทุนประกังสังคม ซึ่งมีผู้ประกันว่า 20 ล้านคนเกี่ยวข้อง หวังได้คะแนนเสียงจากคนกลุ่มนี้ หลังวันที่ 8 ก.พ. คงมีคำตอบ และต้องไม่ให้ใครใช้ “กกต.” มาเป็นเงื่อนไขสกัดไม่ให้พรรคไหน เดินไปสู่ดวงดาว
……………………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”




















