“หมอกระดูก”ชี้เป้า “กระดูกสะโพกหัก” ในผู้สูงอายุคือจุดเริ่มต้นความเสี่ยงเสียชีวิตภายใน 1 ปี! เผยผลตรวจค่า T-Score แบบไหนที่เรียกว่าอันตราย พร้อมเปิดสูตรลับการดูแลกระดูกด้วยวิตามินดีและการออกกำลังกายแบบ Weight-bearing ย้ำการตรวจล่วงหน้าคือทางรอดเดียวของวัยเกษียณ
เมื่อวันที่ 10 ก.พ.เพจหมอเก่งกระดูกและข้อ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
“ตัวเตี้ยลง หลังเริ่มค่อม”
ไม่ใช่เรื่องปกติของคนแก่ แต่นี่คือสัญญาณเตือนจากภัยเงียบ!
“หมอคะ… เมื่อก่อนป้าสูง 155 เซนติเมตรนะ
ทำไมปีนี้ไปตรวจร่างกายเหลือแค่ 150 เอง แถมรู้สึกว่าหลังมันโก่งๆ
ใส่เสื้อผ้าไม่สวยเหมือนเดิมเลย”
นี่คือบทสนทนาที่ผมพบบ่อยมากครับในห้องตรวจ
คุณป้าวัย 65 ปีท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาด้วยความสงสัย เธอไม่มีอาการปวดเลยครับ
สบายดีทุกอย่าง แต่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง
ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นเรื่อง “ธรรมชาติของคนอายุเยอะ”
แต่ในทางการแพทย์…
นี่คือเสียงเตือนที่ดังที่สุดของ “โรคกระดูกพรุน” (Osteoporosis)ครับ มันคือภัยเงียบที่ไม่มีความเจ็บปวดในระยะแรก
แต่จะมาพร้อมกับความเสียหายรุนแรงเมื่อกระดูก “หัก” ไปแล้ว
ลองนึกภาพตามผมนะครับ
กระดูกที่แข็งแรงควรจะเหมือน “ท่อนไม้เนื้อแข็ง” ที่แน่นและหนัก
แต่พอเราเป็นโรคกระดูกพรุน ข้างในกระดูกจะค่อยๆ ถูกทำลายจนมีรูพรุนขนาดใหญ่เหมือน
“ฟองน้ำ” หรือเหมือนไม้ที่ถูกปลวกแทะจนเหลือแต่เปลือกครับ
ความน่ากลัวคืออะไรรู้ไหมครับ? คือเราจะไม่รู้สึก
“เจ็บ” เลยแม้แต่นิดเดียวในขณะที่กระดูกกำลังบางลง เรายังเดินได้
วิ่งได้ ยกของได้ปกติ จนกระทั่งถึงจุดที่มันรับน้ำหนักไม่ไหว แค่เราลื่นล้มเบาๆ
ในห้องน้ำ หรือแค่จามแรงๆ กระดูกก็อาจจะ “ก๊อก”
หักคามือหรือหักคาหลังได้ทันทีครับ
ทำไมผู้หญิงถึงเสี่ยงกว่าผู้ชาย?
ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง:
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
(โดยเฉพาะที่ผ่าตัดรังไข่ออกก่อนกำหนด)
ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง
– คนที่ผอมเกินไป (ดัชนีมวลกายต่ำ)
– คนที่มีประวัติครอบครัวกระดูกสะโพกหัก
– คนที่กินยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
– คนที่สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
– อาการที่บอกว่า
“กระดูกคุณอาจจะพรุนแล้ว”
– อย่างที่บอกครับว่ามันเป็นภัยเงียบ
แต่เราสังเกต “ร่องรอย” ได้ดังนี้:
หลังเริ่มค่อมหรือโก่ง
เกิดจากกระดูกสันหลังเริ่มยุบตัวลงทีละน้อย
มีอาการปวดหลังเรื้อรัง โดยหาสาเหตุไม่เจอ
1. เล็บเปราะหักง่าย หรือเหงือกร่น
(เป็นสัญญาณทางอ้อมของมวลกระดูก)
2. ตรวจก่อนหัก… ดีกว่ารักษาวันที่เจ็บ
3.
การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนไม่ได้ใช้การตรวจเลือดธรรมดานะครับ
แต่เรามีเครื่องมือเฉพาะทาง:
4. การตรวจมวลกระดูก (Bone Densitometry
– DXA): เป็นการใช้รังสีเอกซเรย์ระดับต่ำมาก สแกนดูที่
“กระดูกสันหลัง” และ “ข้อสะโพก”
ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายที่สุดถ้าหัก ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที ไม่เจ็บเลยครับ
ผู้หญิงที่อายุ
65 ปีขึ้นไป และผู้ชายที่อายุ 70 ปีขึ้นไป
นี่คือเกณฑ์มาตรฐานครับ ต่อให้แข็งแรงแค่ไหน
เมื่อถึงวัยนี้ “การสลายกระดูก” จะทำงานเร็วกว่า “การสร้าง”
เสมอครับ
– ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี
ไม่ว่าจะหมดตามธรรมชาติหรือถูกผ่าตัดรังไข่ออก
พอขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นเหมือนนายช่างคอยซ่อมกระดูก มวลกระดูกจะลดฮวบฮาบทันทีครับ
1. ส่วนสูงลดลงเกิน 3 เซนติเมตร
– ลองเทียบส่วนสูงในบัตรประชาชนกับตอนนี้ดูครับ
ถ้าตัวเตี้ยลงเกิน 3 ซม. แสดงว่ากระดูกสันหลังอาจจะเริ่มยุบตัวจากความบางแล้ว
1. เคยมีประวัติ “กระดูกหัก”
จากอุบัติเหตุไม่รุนแรง
– เช่น แค่ลื่นล้มก้นกระแทกในบ้านแล้วกระดูกข้อมือหัก
หรือกระดูกสะโพกหัก แบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่มันฟ้องว่ากระดูกคุณ
“เปราะ” เกินไป
1. ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง
– กลุ่มคนไข้โรคพุ่มพวง (SLE), รูมาตอยด์
หรือหอบหืด ที่ต้องกินยาสเตียรอยด์นานกว่า 3 เดือน ยาพวกนี้คือตัวร้ายที่ไปขัดขวางการสร้างกระดูกโดยตรงครับ
1. รูปร่างผอมบางเกินไป (BMI น้อยกว่า
18.5)
–
คนตัวเล็กมักจะมีมวลกระดูกเริ่มต้นน้อยกว่าคนตัวใหญ่ ทำให้เมื่อถึงเวลาเสื่อม
มวลกระดูกจะลดลงจนถึงจุดอันตรายได้เร็วกว่าคนอื่นครับ
1. ผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางชนิด
– เช่น โรคไตเรื้อรัง, โรคตับ,หรือโรคไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย
1. ค่า T-Score: ผลตรวจจะออกมาเป็นตัวเลขครับ
– ถ้าได้ 0 ถึง -1 คือ ปกติ
1. ถ้า -1 ถึง -2.5 คือ กระดูกเริ่มบาง (Osteopenia)
– ถ้าต่ำกว่า -2.5 คือ
“โรคกระดูกพรุน” (ต้องรีบรักษาทันทีครับ)
– การเจาะเลือดดู Bone Marker: ในบางรายหมอจะตรวจเพื่อดูอัตราการสลายของกระดูกว่ารวดเร็วแค่ไหน
เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมที่สุด
– แนวทางการรักษา:
เติมเนื้อกระดูกให้กลับมาแข็งแรง
– ข่าวดีคือ โรคกระดูกพรุน
“รักษาได้” และ “เพิ่มมวลกระดูกได้” ครับ:
– การปรับพฤติกรรม: เน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง
เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว และที่สำคัญคือ “วิตามินดี”
จากแสงแดดยามเช้า เพราะถ้าขาดวิตามินดี ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไม่ได้เลยครับ
– การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing):เช่น การเดินเร็ว หรือรำไทเก๊ก เพื่อกระตุ้นให้เซลล์กระดูกทำงาน
การป้องกันการล้ม:
อันนี้สำคัญสุดครับ จัดบ้านให้สว่าง ไม่มีพรมเกะกะ มีราวจับในห้องน้ำ
เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ
พยากรณ์โรค: รักษาแล้วหายไหม?
1.
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลต่อเนื่องครับ เราอาจจะไม่เห็นผลใน 1-2
วัน แต่ถ้าตั้งใจรักษาและตรวจมวลกระดูกซ้ำทุกปี เราจะเห็นเลยว่าค่า T-Scoreค่อยๆ ดีขึ้น ความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักลดลงอย่างชัดเจน
ทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องนอนติดเตียง
2. ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังที่สุด:
คือ “กระดูกสะโพกหัก” ครับ
เพราะถ้าหักในผู้สูงอายุ จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากภายใน 1
ปีจากการนอนติดเตียงแล้วเกิดปอดบวมหรือติดเชื้อในกระแสเลือด ดังนั้น




















