ถือว่า เตรียมตัวมาดีพอสมควร สำหรับ “อนุชา บูรพชัยศรี” หรือ “เสี่ยเจมส์” ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับการแสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมในการเข้าไปบริหารงานเมืองหลวง กทม. ในระหว่างการแถลงข่าวเปิดตัว แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค ปชป.และผู้สมัครสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา
“อนุชา” ขึ้นกล่าวแนะนำตัว และบอกถึงความตั้งใจ-ความพร้อมในการลงเลือกตั้ง ซึ่งคอนเซปต์-แคมเปญในการเลือกตั้ง “อนุชา-ปชป.” ชูแคมเปญ “กรุงเทพฯ เมือง ฟ้า อมร and more”
โดย “เจมส์-อนุชา” ชูประเด็นในการหาเสียงว่า…“ทำกรุงเทพฯ ให้เป็น “เมือง ฟ้า อมร” ที่ไม่ใช่เพียงชื่อเรียก แต่เป็น “เมือง ฟ้า and more” ที่เป็นได้มากกว่าเมืองที่มีความสะดวกเป็นพื้นฐานหลักของชีวิตประจำวันเมืองที่สะอาดนอกและสะอาดใน บ้านเมืองสะอาด ไร้ปัญหาฝุ่น ขยะ ทางเท้าและมีความโปร่งใสในการบริหารจัดการ ตามแนวทางพรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดถือ “การเมืองสุจริต” เมืองที่ดีได้ “มากกว่า” ไม่ใช่แค่สะดวก สะอาด แต่ยังสบายทั้งด้านบริการพื้นฐาน สุขภาพ การศึกษา และการทำมาหากินเพราะเราอยากให้คนกรุงเทพฯ มีรอยยิ้มมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ก็เห็นได้ชัดว่า ก่อนจะมีการแถลงข่าวออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ข่าวหลุดออกมาก่อนว่า ปชป.ส่ง “อนุชา” ลงชิงผู้ว่าฯกทม. ที่ก็พบว่า คนส่วนใหญ่แม้แต่แฟนคลับพรรคปชป. ต่างบอกว่า “ไม่ว้าว-ไม่ปัง-ขายไม่ได้”
โดยมีเสียงวิจารณ์ไล่หลังตามมา เช่น “เอาคนย้ายพรรคบ่อย ๆ มาลงทำไม” หรือบ้างก็ว่า “แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว สู้ชัชชาติไม่ได้” บางคนหนักกว่านั้นบอก “ขนาดลงเลือกตั้ง สส.คลองเตยปี 2562 ยังสอบตก มาลง กทม.คนกรุงเทพฯจะเลือกหรือ” ทำนองนี้เป็นต้น

เรียกได้ว่า กระแสในโซเชียลมีเดียและเสียงวิจารณ์ทางการเมือง ต่างมองตรงกันว่า ที่ “ประชาธิปัตย์” เข็น “อนุชา” มา เพราะหา “ตัวเลือกอื่น” ไม่ได้ จนเมื่อเวลากระชั้นเข้ามา เลยไม่รู้จะเอาใคร เพราะที่ติดต่อไปหลายคน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ปชป. ไปคุยมาหลายคน ทั้งนักธุรกิจนักบริหาร-นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม ที่ “อภิสิทธิ์” คิดว่า “พอขายได้” แต่ไปคุยมาหลายคน ข่าวบอกว่า “ต่างก็ปฏิเสธเทียบเชิญอภิสิทธิ์และ ปชป. ทั้งสิ้น”
โดยพบว่า ส่วนใหญ่ก็คงไม่อยากเปลืองตัว เพราะคงมองว่า ชั่วโมงนี้ ยังหาคนไปสู้ “ชัชชาติ” ได้ยาก อีกทั้งมีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก มีเวลาหาเสียงแค่เดือนเศษ
รวมถึงคนที่ “อภิสิทธิ์” ไปทาบทาท คงมองว่า แม้กระแสใน ปชป.พอฟื้นแล้ว เห็นได้จากผลเลือกตั้งเมื่อ ก.พ.69 ที่ผ่านมา ที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ใน กทม.ของ “ปชป.” ถือว่าตีตื้น ดีขึ้นกว่าปี 2566 แม้จะไม่ได้ สส.เขตสักคนเดียว แต่คะแนนที่ได้ ก็ยังตามหลัง “พรรคส้ม-พรรคประชาชน” อยู่เยอะ ทำให้หากมาลงสมัคร ไม่ใช่แค่ “ชัชชาติ” แต่คงน่าจะแพ้ “พรรคประชาชน” ด้วย
เมื่อเทียบเชิญหลายใบถูกปฏิเสธ มันก็เลยทำให้ “ปชป.” เลยหาคนลงไม่ได้ จนสุดท้ายต้องไปเข็นเอา “อนุชา” อดีตสส.เขต กทม. 2 สมัยมาลงสมัคร เพราะคงมองว่า คนกทม.ส่วนใหญ่ จะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่ เพราะเคยเป็นอดีตโฆษกรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บางช่วงก็ทำผลงานได้ดี เช่น ตอนช่วงโควิดฯ
และคงมองว่า คนกรุงเทพฯจำนวนไม่น้อยยังชอบ “ลุงตู่” อยู่ ก็อาจทำให้ มาเลือก “อนุชา” อดีตโฆษกรัฐบาลคู่ใจ ลุงตู่ก็ได้ ผนวกกับ “ปชป.” ก็มองแล้วว่า “อนุชา” เป็นคนที่พูดได้ หาเสียงเป็น ขึ้นเวทีดีเบตได้ ไม่ตกม้าตายกลางเวทีดีเบตหรือเวทีหาเสียง ผนวกกับก็เป็นอดีตคน ปชป. ที่คุ้นเคยกับผู้บริหารพรรค ปชป.ยุคนี้เป็นอย่างดี และมีความเข้าใจปัญหา กทม. ทั้งหมด เลยลงตัวออกมาเป็น “เสี่ยเจมส์-อนุชา” ในช่วงโค้งสุดท้าย

“อนุชา-ผู้ท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯเมืองหลวงจากพรรคสีฟ้า” กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการเปิดตัวว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาสอีกครั้ง สอบถามว่า สนใจอยากมาลงสมัครเลือกตั้งกทม. เป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. จากเดิมที่หลายคนคิดว่าผมไม่สนใจและหมดไฟ แต่ผู้บริหารพรรคจุดไฟให้ผม ว่ามีอะไรที่ไม่ได้ทำให้กับกทม. จึงเป็นที่มาของวันนี้ นอกจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาส แนวทางการทำงานผมฐานะ สส. ตั้งแต่ปี 2550 เป็นแนวทางเดียวกันกับนายอภิสิทธิ์ คือการเมืองสุจริต
“สิ่งที่อยากทำคือ ให้กทม.เป็นเมืองฟ้าอมร And More โดยยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงให้เป็นเมืองที่เป็นอนาคตคนรุ่นใหม่ สำหรับนโยบาย คือ การพัฒนากทม. ให้ สะดวก สะอาด สบาย และ and more เผื่อมีคนคิดว่าไม่พอ ตนพร้อมรับฟังทุกความเห็น เช่น ความสะดวกในเรื่องการเดินทาง มีระบบเข้าถึงการคมนาคม รวมถึงสถานพยาบาล ขณะที่การบริหาร คิดว่าเราสามารถต่อยอดได้มากกว่านี้ วันนี้มีหลายส่วนคิดว่าทำได้ดีกว่าในปัจจุบัน ถ้าตนคิดว่ากรุงเทพฯมันดีอยู่แล้ว คงไม่ก้าวลงมาอาสาเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนเพื่อให้เลือกตนเข้าไปทำหน้าที่
วันนี้ผมและพรรคประชาธิปัตย์มีความมั่นใจว่า กรุงเทพฯทำได้มากกว่านี้ แม้ในโพลจะบอกว่าเราเป็นรอง เราไม่อยู่ในสายตา แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคของเรา เมื่อผมเห็นผู้สมัครสก.และทีมงาน ซึ่งไม่ได้เพิ่งทำงานวันนี้ แต่เป็นการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่า พี่น้องประชาชนชาว กทม.จะหวนกลับคืนมาให้เรากลับไปทำงานอีกครั้ง และมีความมั่นใจว่าเราจะนำรอยยิ้มกลับมาสู่กรุงเทพฯอีกครั้ง”
สำหรับ ตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. นับแต่มีการออกกฎหมายยกสถานะให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ โดยให้ผู้ว่าฯมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งเป็นที่แรกและที่เดียวจนถึงทุกวันนี้ พบว่า “ประชาธิปัตย์” มีผู้ว่าฯกทม.ที่ลงในนามพรรคมาแล้ว 3 คนคือ…
“ธรรมนูญ เทียนเงิน” เมื่อปี 2518 ต่อมาคือ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ที่ได้เป็นผู้ว่าฯกทม. 2 สมัยคือปี 2547 และ 2551 แต่ต่อมา เกิดกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลคดีจัดซื้อรถดับเพลิงฯ “อภิรักษ์” เลือกที่จะลาออก แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และ “ประชาธิปัตย์” ก็ชนะอีกสองสมัยติดต่อกัน จากนั้นเป็น “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ในปี 2552 และ 2556 จนเมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล คสช.ช่วงปี 2559 หลังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กับพวก” ในคดี รถไฟฟ้าสายสีเขียวฯ ทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” จึงใช้มาตรา 44 ปลด “สุขุมพันธุ์” จากผู้ว่าฯกทม. และตั้ง “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” จากรองผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้ว่าฯกทม.ยาวหลายปี
ส่วนกรณี “พิจิตต รัตตกุล” ที่ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ปี 2539 เป็นการลงในนาม “กลุ่มมดงาน” หลัง “พิจิตต” ลาออกจาก “ประชาธิปัตย์” ไม่ใช่ลงในนามพรรค ปชป.แต่อย่างใด
จึงเท่ากับว่า “ปชป.” เคยชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. 4 สมัยติดต่อกัน ในยุค “อภิรักษ์-สุขุมพันธุ์” ที่ถือเป็นยุครุ่งเรืองของ “พรรคสีฟ้า” ในกทม. เพราะช่วงนั้น พรรคชนะ ทั้งผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.และสส.เขต กทม. แม้ตอนนั้น “กระแส ทักษิณ” และ “พรรคทักษิณ” ทั้ง “ไทยรักไทย-พลังประชาชน” จนมาถึง “เพื่อไทย” จะแรงก็ตาม แต่คนกรุงเทพฯ ก็ยังเลือก ปชป. ก่อนที่ต่อมาจะเข้าสู่ยุคตกต่ำ ต่อเนื่องมากถึงทุกวันนี้ ดีที่พอมาฟื้นได้บ้างในยุคปี 2569 แต่ก็ยังแพ้ “พรรคประชาชน” อยู่

ช่วงต่อจากนี้ ไปจนถึงช่วงวันเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” และ “ส.ก. 50 เขต” วันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. น่าสนใจว่า “ปชป.-อภิสิทธิ์-อนุชา” จะมี “หมัดเด็ด” และการสร้างกระแสอะไรใน กทม.ที่ทำให้ แม้เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.อาจไม่ชนะ แต่อย่างน้อยขออันดับ 2 ก็ยังดี ไม่โดน “ชัชชาติ” ทิ้งห่างมากจนเกินไป
แต่ที่หวังมากกว่าคงไม่พ้น เก้าอี้ ส.ก.ที่ “ปชป.” ขอไม่มาก อย่างน้อยก็สัก 20 เก้าอี้ จาก 50 เขตเป็นอย่างต่ำ ยิ่งหากได้มากสุดมาเป็นอันดับ 1 ก็ทำให้ “ปชป.” มั่นใจได้ว่า สนาม กทม. “ปชป.” รอวันกลับมา
………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















