มาถึงวันนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี อาจตั้งคำถามกับตัวเองก็ได้ว่า คิดถูกหรือไม่ ที่ตัดสินใจนั่งควบตำแหน่ง “รมว.มหาดไทย” เพราะช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีแต่ “เรื่องร้อน ๆ” ถาโถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่ ปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งถูก “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ไล่บี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดิน ที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา
หลังมีข้อถกเถียงเรื่องสิทธิครอบครอง เกิดข้อพิพาทระหว่างชาวบ้าน กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับ “คนตระกูลชิดชอบ” จริง ๆ ก่อนหน้านั้น เคยมีข่าวหัวหน้ารัฐบาล จะไปนั่งควบ “รมว.กลาโหม” โดยมีชื่อ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” คนใกล้ชิดของ “ครูใหญ่-เนวิน ชิดชอบ” จะมานั่งเก้าอี้ “มท.1” แทน แต่มีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ไปขอร้อง “อนุทิน” ให้มานั่งควบ “มท.1” อีกครั้ง เพราะหากให้ “บุคคลใกล้ชิดเนวิน” เข้ามาดูแล การประสานงาน…อาจจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก ในที่สุดทำให้นายกฯ ตัดสินใจกลับมาทำหน้าที่ดูแลกระทรวงมหาดไทย…อีกครั้ง
แต่ดูเหมือนการหวนคืนมาทำหน้าที่ “รมว.มหาดไทย” รอบ 3 ของ “อนุทิน” นอกจากปัญหาที่ดินเขากระโดง ยังมีเรื่องลบ ๆ ต้องตามให้แก้ไขเนือง ๆ
เริ่มตั้งแต่ ปัญหาความขัดแย้งภายในหน่วยงาน มท. ซึ่งทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข เนื่องจากมีข่าว “ผู้มากบารมีพรรคสีน้ำเงิน” ต้องการผลักดัน “อธิบดีพวง-นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยแทน “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” แต่หัวหน้ารัฐบาลไม่เห็นด้วย ทำให้เวลามีปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ จึงถูกเชื่อมโยงเป็นเรื่องของ “ผู้มากบารมี” ใน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เกิดปัญหาขัดแย้งกันเอง แม้กระทั่งการย้ายล้างบางฝ่ายปกครองที่ จ.ภูเก็ต

แต่เรื่องร้อนที่สุด คงหนีไม่พ้น ปัญหาการทุจริตสอบบรรจุเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กรมปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กว่า 6,669 อัตรา ใน 87 สายงาน โดยมีข่าวว่า มีผู้เสียหายยอมจ่ายเงิน เพื่อแลกกับการบรรจุในแต่ละตำแหน่ง ตั้งแต่จำนวน 3.5-9 แสนบาท โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4.5 พันล้านบาท
จุดเริ่มของเรื่องฉาวนี้ มาจากเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำกับการ 2 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หลังได้รับเรื่องร้องเรียนพร้อมพยานหลักฐาน และคลิปเสียง อ้างว่า มีกลุ่มบุคคลแอบอ้างว่า สามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการท้องถิ่นให้สอบผ่านได้ โดยเรียกรับเงิน 350,000 บาท สำหรับตำแหน่งทั่วไป และพุ่งสูงถึง 700,000-800,000 บาท ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง
จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าว เชื่อมโยงกับการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น และกรมสถ.ประจำปี 2568 เจ้าหน้าที่เชื่อว่า บ้านพักหลังดังกล่าว ถูกใช้เป็นสถานที่แก้ไขข้อมูลกระดาษคำตอบ เพื่อปรับคะแนนให้สอดคล้องกับรายชื่อของผู้สมัครที่ยอมจ่ายเงิน จากการตรวจค้น พบคอมพิวเตอร์ และหน่วยประมวลผล หรือ CPU จำนวน 18 ชุด รวมทั้งอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลดิจิทัลจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบบัญชีรายชื่อผู้เข้าสอบจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงข้อมูลสำเนากระดาษคำตอบการสอบจำนวนหลายพันราย ที่ถูกจัดเก็บอยู่ภายในระบบคอมพิวเตอร์
ผลพวงจากกรณีดังกล่าว ทำให้ กระทรวงมหาดไทย และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ (มศว) ในฐานะ ผู้ทำหน้าจัดสอบและเก็บข้อสอบ ต้องเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่เกิดขึ้น อีกทั้ง…ทั้ง 2 หน่วยงาน ยังตกเป็น “จำเลยสังคม”
โดย “สถ.” อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่ง “อนุทิน” ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่อยู่ในสังกัด สอบสวนเบื้องต้นใช้เวลาภายใน 7 วัน จากนั้นมีการแถลงผลการทุจริตสอบข้าราชการการท้องถิ่น นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย-“อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย-“สันติธร ยิ้มละมัย” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ร่วมกันแถลงผลการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น
“สันติธร” กล่าวว่า “พบผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ของ สถ. ผู้รับจ้าง และบริษัทเอกชนภายนอก และอีกหนึ่งกลุ่มคือ บุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตน โดยในส่วนการดำเนินการทางวินัย เบื้องต้นพบมีข้าราชการสามัญสังกัด สถ. มีมูลอันควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยจำนวน 5 ราย ขณะเดียวกันเราได้ขอข้อมูลจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ (มศว) ด้วยอีกทาง แต่เขาไม่ได้ให้มา จึงมีการเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารที่มี ส่วนพฤติการณ์ของข้าราชการพลเรือน 5 รายที่กระทำความผิดนั้น เป็นเพียงการกล่าวหา จากการสอบสวนที่ผ่านมา 5 วัน ซึ่งต้องมีการขยายผลทั้งด้านวินัยและอาญา”

ด้าน “อนุทิน” กล่าวตอบคำถามสื่อ ว่าจะมีบุคคลที่ใหญ่กว่าข้าราชการเกี่ยวข้องหรือไม่ และจะสาวถึงหรือไม่ว่า “ไม่ต้องห่วง ตอนนี้คนมารุมสืบสวนสอบสวนทุกหน่วยงาน ทั้งป.ป.ท., ปปง. และป.ป.ช. แค่ 3 หน่วยงานนี้ ฟังก็เหนื่อยแล้ว และยังมีตำรวจอีก รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องไปสอบสวนหน่วยงานตัวเอง”
สื่อถามต่อว่า สามารถเปิดเผยชื่อผู้ร่วมกระบวนการได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ใหญ่…ทําไม่ได้หรอก เขาคงต้องเร่งทํา เพราะหลายคนบรรจุไปแล้ว ซึ่งผู้ที่บรรจุไปแล้ว ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย ถ้าหากออกมาแล้วมันผิด ถ้าที่มาผิด ทุกอย่างต้องเป็นโมฆะหมด ใครทําอะไรไว้ ก็รู้อยู่แก่ใจ คิดว่าไม่น่าจะพ้นไปได้ และหลังจากนี้การสอบสวนก็จะเพิ่มความเข้มข้น เพิ่มน้ำหนัก เพิ่มทีมงาน บูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงานเพื่อเอาผิดกับขบวนการนี้”
ขณะที่คนติดตามเรื่องนี้เชื่อว่า นอกจากข้าราชการ สถ. แล้ว น่าจะมี “ผู้มีอำนาจทางการเมือง” อยู่เบื้องหลัง เพราะมี “ผลประโยชน์” เข้ามาเกี่ยวข้องนับพันล้านบาท อีกทั้งยังมี “คลิปเสียง” ที่มีการพาดพิง “อดีตรัฐมนตรีบางคน” รวมทั้งยังเชื่อมโยงไปถึง “คนใกล้ชิดปลัดกระทรวงมหาดไทย” ทำให้มีการไปแจ้งความดำเนินคดีกับ “คนที่นำคลิปมาเปิดเผย” ซึ่งคงต้องรอกระบวนการตรวจสอบ จะสาวลึกไปได้แค่ไหน ถ้ามีเพียงข้าราชการหรือบุคคลภายนอก ก็ต้องหาหลักฐานมายืนยัน เพื่อให้สังคมเกิดความมั่นใจ ไม่เช่นนั้นจะมี “เสียงข้อครหา” ว่ามี “กระบวนการตัดตอน” เพื่อไม่ให้กระทบ “ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง”
ที่น่าสนใจคือ กรม สถ.ได้ออกเอกสาร รายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคล เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นคือ ตอนหนึ่งของกระบวนการตรวจ และประมวลผลจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่าน ระบุว่า…
3.1.พบว่า ไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่ สถ.ได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง มีชื่อเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้าง บันทึกไฟล์เป็นคนสุดท้าย โดยมีประวัติการเข้าใช้ 115 ครั้ง รวมถึงมีชื่อบริษัทเอกชน ที่ปรากฏเป็นข่าวว่า มีการปลอมแปลงกระดาษคำตอบ เข้ามาแก้ไขไฟล์ ซึ่งมีข้าราชการ สถ.เป็นผู้รับแฟลชไดร์ฟ ไฟล์ประมวลผลผู้สอบผ่านภาค ก ภาค ข และภาค ค จากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง เพื่อนำไปประกาศบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งไม่ใช่แฟลชไดร์ฟผู้สอบผ่านภาค ก และ ภาค ข ที่เก็บรักษาไว้ ในตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดี สถ.
3.2.ร่าง TOR กำหนดให้ผู้รับจ้าง บันทึกคะแนน ทวนสอบคะแนนที่บันทึกส่งมอบผลการประมวลผลการสอบ ให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขัน และจัดทำบัญชีประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ โดยพบว่า มีข้าราชการผู้รับผิดชอบของ สถ. ร่วมกันตรวจทานรหัสผู้เข้าสอบกับตำแหน่งสอบ จำนวนรวมผู้สอบได้แต่ละตำแหน่งจากไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่าน ที่ได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ของผู้รับจ้างจำนวนหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขัน ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ จึงมีมูลเหตุอันควรเชื่อได้ว่า อาจเกิดการแก้ไขคะแนน คำตอบในขั้นตอนนี้ ระหว่างข้าราชการผู้รับผิดชอบของ สถ. ผู้รับจ้าง รวมถึงบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง โดยไม่พบว่า มีข้าราชการ สถ.ผู้ใดเคยสัมผัส หรือเก็บรักษาคีย์เฉลยที่ผู้รับจ้างจัดทำและเก็บรักษาไว้เพื่อใช้สำหรับตรวจกระดาษคำตอบ ตลอดกระบวนการสอบแข่งขันในครั้งนี้
หลังจากหัวหน้ารัฐบาล นำกระทรวงมหาดไทยแถลงเรื่องการตรวจสอบการทุจริตการสอบ เป็นเจ้าหน้าที่สถ. ทาง “มศว” ก็มีการแถลงข่าว นำโดย “ศจ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมด้วย “ผศ.ดร.ฤทธิชัย อ่อนมิ่ง” รองอธิการบดี มศว ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง, “ศ.ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร” รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และ “ผศ.ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์” รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยความคืบหน้ากรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (สอบท้องถิ่น) ซึ่งเป็นโครงการที่สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว ได้รับมอบอำนาจจากมหาวิทยาลัยให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบเป็นปีแรก

“ผศ.ดร.ประภาภรณ์” ชี้แจงว่า “ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในตอนนี้ คือการตรวจสอบการทำงานของสำนักทดสอบฯ ว่าดำเนินการถูกต้องตามขอบเขตอำนาจและข้อกำหนดในขอบเขตของงาน (TOR) หรือไม่ ข้อมูลเชิงลึกหลายอย่างมหาวิทยาลัย ไม่สามารถเข้าถึงได้ เกินกว่าขอบอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ แต่ได้ส่งมอบหลักฐานทั้งหมด ให้หน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงอย่าง ป.ป.ช. แล้ว สำหรับประเด็นที่สื่อมวลชนซักถาม เรื่องการเปรียบเทียบข้อมูลในระบบกลาง (Guide) ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลถูกแก้ไขหรือมีไฟล์ ที่เปลี่ยนไปจากเดิมนั้น มหาวิทยาลัยยืนยัน แฟลชไดรฟ์ในส่วนของ มศว ไม่มีการแก้ไขอย่างแน่นอน แต่หากบุคคลอื่นหรือหน่วยงานภายนอก นำไปแก้ไข ระบบล็อกออนไลน์ของ Digital Signature จะแสดงประจักษ์พยานให้เห็นเองว่า เกิดการแก้ไขในจุดไหนและโดยใคร ซึ่ง ป.ป.ช. จะเป็นผู้กดตรวจสอบ และเปรียบเทียบไฟล์ ระหว่างชุดที่ สถ. ประกาศ กับชุดที่ มศว ถืออยู่ ว่าเป็นรายชื่อบุคคลเดียวกันหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Trace back) ได้ทั้งหมด เนื่องจากตาม TOR มีการระบุรายละเอียดขั้นตอนชัดเจน มีผู้สังเกตการณ์จากหลายฝ่าย และมีระบบกล้องวงจรปิดบันทึกภาพตลอด 24 ชั่วโมง โดยบทบาทของ มศว ในการจัดสอบจะสิ้นสุดลงทันที เมื่อนำข้อสอบเข้าเก็บในห้องมั่นคงเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจะไม่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการอื่น”
ดูเหมือนทาง “มศว” ยืนยัน ไม่มีการแก้ไขแฟลชไดรฟ์ โดยส่งให้ป.ป.ช.ตรวจสอบแล้ว ซึ่งถ้านำแฟลชไดรฟ์ของ สถ. มาเปรียบเทียบ อาจจะพบบทสรุปได้ว่า ตกลงความผิดปกติ เกิดขึ้นกับหน่วยงานไหน ดังนั้นคงขึ้นอยู่กับ “ป.ป.ช.” จะใช้เวลาในการตรวจสอบ เรื่องนี้นานแค่ไหน เพราะสังคมกำลังรอคำตอบอยู่
เรื่องนี้ถ้ามีบทสรุปเร็วเท่าไหร่ ทุกอย่างก็จะชัดเจนว่า ตกลง “ใคร” เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบองค์กรส่วนท้องถิ่นบ้าง ที่สำคัญนอกจาก ตำรวจ, ป.ป.ช. จะเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ ยังมี กรรมาธิการ (กมธ.) ชุดต่างของสภาฯ เข้ามาตรวจสอบ โดยเฉพาะในส่วนที่ฝ่ายค้าน ที่เป็นประธาน กมธ.หลายคณะ ที่คงต้องการซีน เพื่อให้สื่อสนใจ
ในที่สุดคงจะรอดู “บทสรุป” ใครเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตในครั้งนี้ เพราะฝ่ายค้านคงนำเรื่องไปยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสมัยประชุมหน้า ดังนั้นอยู่ที่ “หัวหน้ารัฐบาล” จะปิดจบเรื่องนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบทางการเมือง ในช่วงที่เจอเรื่องร้อนรุมเร้าอยู่ในขณะนี้ได้หรือไม่
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”




















