สมรภูมิรถยนต์ไทยกำลังเดินมาถึงทางแยกสำคัญ เมื่อค่ายญี่ปุ่นเริ่มส่งเสียงเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรม ขณะที่ค่าย อีวีจากจีนก็กำลังเร่งลงทุนและแย่งส่วนแบ่งตลาด
ดังนั้น!! ผู้กำหนดนโยบายต้องชัดเจน โดยไม่ใช่ว่าจะเลือกข้างใดข้างหนึ่งระหว่างรถสันดาป หรือรถยนต์ไฟฟ้า แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะออกแบบกฎกติกาอย่างไร เพื่อให้ทุกค่ายรถยนต์ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศไทย
เกมรถยนต์ไทยวันนี้! จะไม่เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป ที่ว่าจะดึงให้ค่ายยักษ์ใหญ่เข้ามาลทุนเพิ่มอย่างไร แต่กลายเป็นโจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไร? เพื่อรักษาฐานการผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นให้อยู่ในประเทศต่อไป
ขณะเดียวกัน จะทำอย่างไร? ที่จะดึงเงินลงทุนจากค่ายอีวีจีนให้เข้ามา โดยที่ไม่ทำให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นต้องพังทลายลงไป
ปัญหาใหญ่อยู่ที่ “กติกา” ถ้ากติกาดี ไทยก็สามารถได้ทั้งเงินลงทุนจากจีน เทคโนโลยีจากจีน ฐานผลิตจากญี่ปุ่น และซัพพลายเชนไทยที่แข็งแรงมากขึ้น
กลับกัน! ถ้ากติกาผิด ไทยอาจเจอสถานการณ์ที่แย่ที่สุด คือ รถจีนขายดีขึ้น ขณะที่รถญี่ปุ่นผลิตลดลง แต่ไทยไม่ได้มูลค่าเพิ่มอย่างที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้…กติกาเดิมอาจไม่พอสำหรับเกมใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าการส่งเสริมรถอีวี ในช่วงที่ผ่านมา ได้เปิดตลาดใหม่ในไทยแบบชนิดที่เรียกว่าทำให้ใครหลายคน ตาลุกวาว
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก! ที่ยอดจดทะเบียนรถอีวี จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปัจจัยทั้งเรื่องราคา และเรื่องเชื้อเพลิง จึงฉุดให้บรรดาค่ารถจีนหลายรายตัดสินใจเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จไม่น้อยที่สามารถดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าประเทศได้
แต่เมื่อมาถึงระยะที่ 2 รัฐบาลต้องเปลี่ยนแผนจากเดิมที่ดึงให้เข้ามาลงทุนกลายเป็นว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการสร้างคุณค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ
ทั้งสองแนวทางนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง การดึงเข้ามาลงทุนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่…การที่จะทำให้โรงงานเหล่านั้นใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ใช้แรงงานไทย มีการพัฒนาเทคโนโลยีไทย รวมถึงการส่งออกจากไทย ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การที่ยอดจดทะเบียนอีวีมีจำนวนมาก อาจทำให้รัฐบาลมองว่าประสบความสำเร็จ แต่ที่น่าสนใจ และรัฐบาลต้องหันกลับมาคิดให้ลึกซึ้งรถอีวีเหล่านี้สามารถผลิตในไทยได้กี่เปอร์เซ็นต์ มูลค่าชิ้นส่วนที่ผลิตโดยคนไทยนั้นมีมากน้อยอย่างไร แบตเตอรี่ที่ถือเป็นส่วนสำคัญของอีวี สามารถผลิตในไทยได้มากน้อยเพียงใด
เหนือสิ่งอื่นใด ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือไม่ หรือมีงานที่มีคุณภาพสูงอย่างไร รวมไปถึงมูลค่าเพิ่มที่เหลืออยู่ในประเทศคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ หากไทยต้องนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญมาจากจีนแทบทั้งหมด ประเทศไทยก็ได้เพียงแค่ยอดขายเท่านั้น

นั่นหมายความว่า…อุตสาหกรรมไม่เกิด!
ดังนั้นการกำหนดกติกาจึงต้องให้สิทธิประโยชน์ตามเงินลงทุน คุณค่า และมูลค่าเพิ่ม ที่ให้กับประเทศ ใครลงทุนเยอะต้องได้เยอะ ใครใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง ก็ต้องได้สิทธิประโยชน์เพิ่ม
รวมไปถึงการสร้างอาร์แอนด์ดี การสร้างแรงงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่ต้องมีสิทธิประโยชน์ที่แตกต่าง เงื่อนไขเหล่านี้ ถึงจะทำให้การแข่งขันเปลี่ยนจาก ใครนำเข้ารถได้ถูกกว่า มาเป็นใครสร้างคุณค่าในประเทศไทยได้มากกว่า
ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ ประเทศไทยอยู่ในจุดที่มีโอกาสมากกว่าที่คิด ทั้งค่ายรถญี่ปุ่นที่มีมีฐานการผลิตเดิม ทั้งค่ายรถจีนที่มีมีเทคโนโลยีอีวี และเงินลงทุน
ขณะที่ประเทศไทยมีซัพพลายเชน แรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ที่แข็งแกร่งและโดดเด่น จึงได้รับฉายาว่าดีทรอยด์แห่งเอเชีย
ถ้านำจุดแข็งทั้งสามมาประกอบกัน ประเทศไทยสามารถเป็น “สนามแข่งขัน” ที่ทั้งญี่ปุ่นและจีนต้องลงทุน แทนที่จะเป็น “สนามรบ” ที่ฝ่ายหนึ่งชนะ แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องแพ้
นี่คือ…จุดที่รัฐบาลต้องคิดให้ไกล เพราะการกำหนดนโยบายวันนี้ ไม่ได้ตัดสินแค่ยอดขายรถปีหน้า เท่านั้น แต่กำลังตัดสินว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะมีโรงงานอะไร คนไทยจะทำงานอะไร เอสเอ็มอีไทยจะผลิตอะไร
ที่สำคัญที่สุด! มูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมยานยนต์จะเหลืออยู่ในประเทศไทยมากแค่ไหน ดังนั้น… ต้องไม่เลือกข้าง แต่ต้องทำให้ทุกค่ายแข่งกันสร้างประเทศไทย คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว!
…………………………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















