‘เด็กเมียนมา’ถือบัตรชมพูหมายเลข 7 เรียนฟรี-รัฐไทยแบกรับ 2.5 หมื่นล้าน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ภายหลังจาก ชุดปฏิบัติการ DOPA N.I.C.E. (โดป้าไนซ์) กรมการปกครอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ “ป.ป.ท.” และ ตำรวจ ร่วมกันนำหมายศาลเข้าตรวจค้น 7 จุด และจับกุมผู้ต้องหา 7 คน ย่านดินแดง ที่เกี่ยวข้องกับ “ขบวนการออกบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” หรือ “บัตรชมพูเลข 7” ให้กับลูกของคนเมียนมา กว่า 140 คน

จากการตรวจสอบแฟลตดินแดงทั้งหมด 5,726 ห้อง พบเด็กต่างด้าวอายุ 5–15 ปี มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1,366 คน โดยพบการย้ายเข้ามากที่สุดในปี 2567 และพบห้องพักต้องสงสัย 44 ห้อง ที่มีเด็กต่างด้าวถูกย้ายชื่อเข้ามาในทะเบียนบ้านจำนวนมาก

เบื้องต้นจับกุมผู้เกี่ยวข้องตามหมายจับได้ทั้งหมด 7 ราย มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าบ้าน คนกลาง และนายหน้า โดยคดีนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่ การนำข้อมูลทางทะเบียนไปเชื่อมต่อกับการออก “บัตรชมพูหมายเลข 7” ให้ชาวต่างด้าวโดยมิชอบ

สำหรับจุดประสงค์ของการออก “บัตรชมพู” หรือ “บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” จะมีเลขประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 7 หมายถึงบุคคลที่มีเลข 7 เป็นหลักแรกของเลขประจำตัว 13 หลัก ใช้สำหรับบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 เช่น กลุ่มชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ ที่เกิดในประเทศไทย

ทำให้ “เด็กที่ถือบัตรชมพู” สามารถได้รับการศึกษาในไทย และทำงานได้ เมื่อได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และหากเป็นลูกจ้างที่เข้าเงื่อนไข ก็สามารถเข้าสู่ “ระบบประกันสังคม” และได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ สามารถอยู่และเดินทางภายในประเทศไทยได้ตามเงื่อนไขของสถานะที่ได้รับ และอาจนำไปสู่การขอสัญชาติไทยได้ในอนาคตได้

ทีมข่าวตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า มี “นายหน้าชาวเมียนมาจำนวนมาก” อ้างว่าสามารถทำบัตรสีชมพูให้ได้ บางส่วนโฆษณาเอาไว้ว่า “บัตรผู้ติดตามเด็กมายื่นกันนะครับ เพื่อจะเข้าโรงเรียน หรือจะเข้ารับษาพยาบาลหรือ อื่นๆ เพื่อยืนยันตัวตน ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย มาขึ้นทะเบียนได้แล้วนะครับ แต่เฉพาะพ่อแม่ที่อยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น”

สำหรับสนนราคาการทำบัตรสีชมพู ให้กับเด็กเมียนมา เพื่อหวังสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหมือนเด็กไทย ทีมข่าวตรวจสอบข้อมูลกับ เพจ “ต่างด้าวทำอะไร” ให้ข้อมูลว่า จากเคสบุกทลายเด็กต่างด้าวสวมชื่อเข้าทะเบียนบ้านคนไทยที่ดินแดง ทราบว่านายหน้าคิดค่าดำเนินการ เด็กที่อายุตั้งแต่ 5-10 ขวบ เริ่มตั้งแต่ 25,000-30,000 บาท ตามอายุ โดยจ่ายให้กับเจ้าของทะเบียนบ้านคนไทย 4,000 บาท

ขณะเดียวกัน ทีมข่าวตรวจพบข้อมูลจาก เพจ “ทนายหนึ่ง คลินิกกฎหมายสิทธิและสัญชาติ” ที่เคยแจ้งเตือนข้อมูลเกี่ยวกับ ขบวนการ “นายหน้าสีเทา” ย้ายชื่อเด็กต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน ไปที่เพจสำนักงานเขตดินแดง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2568 โดยระบุข้อมูลว่า เมื่อเด็กที่มีพ่อแม่ถือบัตรเลข 6 เกิดในประเทศไทย ชื่อจะถูกย้ายเข้าไปที่ทะเบียนบ้านกลางก่อน พอเด็กอายุครบ 10 ขวบ และพ่อแม่ต้องการให้ลูกมีบัตรชมพู หากไม่ย้ายชื่อลูกเข้าในทะเบียนบ้านเล่มเหลือง ชื่อจะถูกจำหน่ายทำให้ทำบัตรไม่ได้ ปรากฎว่ามีขบวนการนายหน้า รับทำบัตร 10 ปี (บัตรชมพูเลข 7) ให้กับบุตรต่างด้างเกิดไทยที่เขตดินแดง

พฤติการสั้นๆ คือ ขบวนการนายหน้าทั้งคนไทย ต่างด้าว มีพฤติการย้ายปลายทางบุตรต่างด้าวเกิดไทยไปอยู่ในเขต เพื่อถ่ายบัตร 10 ปี ที่นั่นเยอะมาก ทั้งที่จริงไม่ได้อยู่ในพื้นที่เลย ทำกันง่ายมากเห็นว่า วันเดียวเสร็จ พ่อแม่ไม่มีเอกสารก็ได้ เด็กส่วนใหญ่ก็เพิ่งกลับเข้ามาด้วย และบางคนก็ยังสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่?

ขณะที่ “ชวลักษณ์ เวียงวิเศษ” ที่ติดตามปัญหาแรงงานต่างด้าวมาอย่างต่อเนื่อง มองว่าจุดประสงค์หลักในการสวมชื่อเด็กเมียนมาเข้าทะเบียนบ้าน เพราะ แรงงานเหล่านี้ ต้องการให้ลูกได้รับสิทธิ คือ

-เรื่องการศึกษา รับสิทธิพยาบาลฟรี ทำธุรกรรมทางการเงินได้ ค้าขายได้ ทำอาชีพสงวนได้

-ได้บัตรเลข 7 ที่กำหนดว่า หากเด็กกลุ่มนี้เรียนจบปริญญาตรี จะสามารถขอสัญชาติได้ และในอนาคตอาจมีลูกแรงงานต่างด้าวที่ลงเล่นการเมืองได้

ที่ผ่านมา “ชวลักษณ์” ยังได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็กต่างด้าวที่ได้รับสิทธิ์เรียนฟรีในประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่า “นักเรียนรหัส G” พบว่า งบประมาณที่รัฐอุดหนุนเด็กนักเรียนทั้งไทยและต่างด้าว ตลอดการศึกษา 15 ปี เป็นเงิน 72,045 บาท ต่อคน และยังไม่รวมค่าอาหารกลางวัน

ปัจจุบัน มีนักเรียนรหัสจีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถิติในปี 2568 อยู่ที่ 364,446 คน คิดเป็นเงินอุดหนุนให้กับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติเหล่านี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26,256,512,070 บาท (สองหมื่นหกพันสองร้อยห้าสิบหกล้านบาทเศษ)

แต่ในขณะเดียวกัน เด็กสัญชาติไทย หลุดจากระบบการศึกษากว่า 7.5 แสนคน “ชวลักษณ์” มองว่า ทำไมไม่นำงบประมาณก้อนนี้ ไปช่วยเด็กไทยก่อน ที่ผ่านมา ตัวเธอเองได้เรียกร้องมาโดยตลอด แต่ทางหน่วยงานรัฐมักอ้างว่า ต้องทำตามอนุสัญญาเกี่ยวกับสิทธิเด็ก และยึดตามมติคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม พอหันไปมองประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็ไม่ได้ให้การศึกษาฟรีกับเด็กเหล่านี้เหมือนประเทศไทย จึงตัดสินใจยื่นประเด็นดังกล่าว ให้ทางผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบแล้ว และคาดว่าจะได้รับผลการตรวจสอบ แจ้งกลับมาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

………………

คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img