อย.ตั้งวอร์รูมเฝ้าสถานการณ์ยา ยันควบคุมได้ มียาสำรอง 3 เดือน วอนรพ.อย่าสต็อกเกินจำเป็น ชงหาทางช่วยผู้ประกอบการร้องต้นทุนสูงขึ้น 10-15% หวั่นเม็ดพลาสติกนำเข้ากระทบบรรจุภัณฑ์น้ำเกลือ-น้ำยาล้างไต
เมื่อวันที่ 17 มี.ค.69 ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการด้านยา เวชภัณฑ์ในวิกฤติสู้รบตะวันออกกลางว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้มอบหมายให้ อย. เป็นหน่วยกลางในการมอนิเตอร์และติดตามสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ และสินค้าสุขภาพอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งอย.ได้หารือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ผลิตและนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ ที่มีความจำเป็นและมีความเสี่ยงสูง เช่น ยาที่ใช้ช่วยชีวิตเวลาฉุกเฉินในห้องผ่าตัด น้ำยาล้างไต น้ำเกลือ ยารักษาโรคไม่ติดต่อ (NCDs ) ยามะเร็งถือเป็นส่วนแรกๆ ที่เราติดตามใกล้ชิด โดยเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมาอย.ได้ประชุมกับผู้ประกอบการและสมาคมที่เกี่ยวข้อง มีการตั้งวอร์รูมให้รายงานสถานการณ์ยาทุกสัปดาห์ ทั้งการสำรองยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ผลิตยา โดยเฉพาะกลุ่มยาสำคัญกว่า 60 รายการ
ภญ.สุภัทรา กล่าวต่อว่า จากข้อมูลทราบว่าขณะนี้เรามียาสำรองเพียงพออย่างน้อย 3 เดือน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วคือต้นทุนที่แพงขึ้นเนื่องจากค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าน้ำมัน ค่าประกันต่างๆ และระยะเวลาส่งมอบจากผู้ผลิตจากต่างประเทศซึ่งใช้เวลานานขึ้น ผู้ประกอบการแจ้งถึงต้นทุนที่สูงขึ้นมา 10-15% ซึ่ง อย.จะนำข้อมูลนี้ปรึกษาผู้บังคับบัญชาหาแนวทางผ่อนปรนและแก้ปัญหา หนึ่งในมาตรการที่อย.เตรียมช่วยเหลือ โดยผ่อนปรนบางอย่างเช่น จากที่เคยขึ้นทะเบียนด้วยวัตถุดิบจากประเทศหนึ่งแต่ขณะนี้กำลังเผชิญภัยสู้รบ ต้องหาแหล่งวัตถุดิบจากอีกประเทศหนึ่งทดแทน อย.จะผ่อนปรนให้ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนโดยมีช่องทางพิเศษ (Fast track)ในการพิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ขอสร้างความมั่นใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนว่าขณะนี้สถานกาณณ์ยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไทยยังไม่มีปัญหาที่ผิดปกติ
เลขาธิการอย.กล่าวอีกว่า ในส่วนของน้ำเกลือ น้ำยาล้างไต ซึ่งมีปริมาณการใช้ต่อวันจำนวนมาก ตัวน้ำยาและวัตถุดิบไม่ได้มีปัญหา แต่ที่เป็นข้อวิตกคือพลาสติกที่ผลิตเป็นภาชนะบรรจุ ซึ่งวัตถุดิบเม็ดพลาสติกมาจากบางประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งซัปพลายเออร์ก็พยายามหาแหล่งวัตถุดิบที่สองมาทดแทน นอกจากนี้ยังได้หารือกับผู้ประกอบการหากถึงขั้นมีปัญหารุนแรง จะปรับเปลี่ยนลักษณะของบรรจุภัณฑ์ให้เป็นแบบไหนได้บ้าง รวมถึงกรณีเกิดปัญหารุนแรงจริงๆ อาจต้องมองถึงแนวทางการนำกลับมาใช้ซ้ำหรือ reused แต่ต้องมีคุณภาพ ความปลอดภัย ปลอดเชื้อ และเป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้กรณีจำเป็นต้องมีการจัดสรรเรื่องโควตาพลาสติกสธ.คงต้องเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้คำนึงถึงผลิตภัณฑ์ยาเวชภัณฑ์เป็นเบื้องต้นก่อนเพราะจำเป็นต้องการรักษาชีวิตผู้ป่วย
ภญ.สุภัทรา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คงต้องสื่อสารไปยังสถานประกอบการ รพ.คลินิกต่างๆ ว่าอย่าซื้อยาและเวชภัณฑ์ไปเกินความจำเป็นที่ใช้ในภาวะปกติ มิเช่นนั้นจะเกิดความผันผวนผิดธรรมชาติ ยืนยันว่าเรายังสามารถควบคุมได้อยู่ ทั้งนี้ยารักษาโรคร้ายแรงบางอย่างที่ประเทศไทยนำเข้าเช่นยารักษามะเร็งจะนำเข้าเป็นสัดส่วนที่มากหน่อย แต่ยาที่ใช้เป็นพื้นฐาน เช่นยาแก้ปวด ยารักษาโรคNCDs ประเทศไทยสามารถผลิตได้ แต่ส่วนหนึ่งต้องนำเข้าวัตถุดิบ ซึ่งประเทศที่เกิดการสู้รบไม่ได้เป็นฐานใหญ่ในการผลิตยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบยา แต่ที่กระทบแน่นอนคือต้นทุนจากการขนส่ง ซึ่งอย.ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสถานประกอบการว่าต้องแบกรับภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น อย.จะนำข้อปัญหาเหล่านี้เสนอคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป ในส่วนของผู้บริโภคนั้นไม่กระทบ เนื่องจากยาและเวชภัณฑ์มีการกำหนดราคากลาง เป็นสินค้าที่มีการควบคุมราคา ส่วนยากลุ่มจิตเวช ส่วนใหญ่เป็นยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุออกฤทธิ์ อย.เป็นหน่วยงานกำกับการซื้อและการขาย ได้มอนิเตอร์อย่างใกล้ชิดและไม่มีปัญหาขาดแคลนแน่นอน ยังอยู่ในภาวะปกติ



















