ทำไมน้ำมันถึงแพง? อนุทิน ชี้แจงกลางที่ประชุมมหาดไทย เผยกำลังผลิตไทยมีพอแต่คนแห่กักตุนจนยอดพุ่งเกินกำลังผลิต จำเป็นต้องปล่อยราคาตามกลไกตลาดเพื่อป้องกัน “น้ำมันขาดแคลน” กำชับผู้ว่าฯ เร่งทำความเข้าใจประชาชน รณรงค์ประหยัดพลังงานสู้มรสุมตะวันออกกลาง
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 27 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
นายอนุทิน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการเรียกประชุมด่วน เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง
ทั้งนี้ ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของประเทศในภาวะปกติอยู่ที่ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กำลังการกลั่นอยู่ที่ราว 77 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ แต่จากความตื่นตระหนกและการกักตุนน้ำมัน ทำให้ความต้องการพุ่งสูงถึง 87 ล้านลิตรต่อวัน เกินกว่ากำลังการผลิต
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาด เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน และจัดสรรน้ำมันให้เพียงพอในทุกพื้นที่
นายอนุทิน กล่าวเน้นย้ำว่า ผลกระทบที่ตามมาคือการฉวยโอกาสของผู้ไม่หวังดี ทั้งการขึ้นราคาสินค้า การกักตุนเพื่อขายต่อในราคาสูง รวมถึงการลักลอบนำน้ำมันไปจำหน่ายในพื้นที่ชายแดน จึงสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับนายอำเภอและหน่วยงานในพื้นที่ ตรวจตราและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
พร้อมกันนี้ ขอให้ทุกจังหวัดเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชน ลดความตื่นตระหนก รณรงค์การใช้น้ำมันอย่างประหยัด และไม่กักตุน
นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้สถานการณ์ในพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ หากพบความผิดปกติทั้งด้านปริมาณหรือราคา ให้ดำเนินการตามกฎหมายทันที
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำการเตรียมความพร้อมช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะมาตรการ “7 วันอันตราย” ให้เข้มงวดทั้งการตั้งด่านตรวจ การควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มแล้วขับ และการใช้อุปกรณ์นิรภัย เพื่อลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย
ด้าน อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีในพื้นที่ จึงต้องนำข้อสั่งการไปปฏิบัติอย่างเข้มข้น ทั้งการป้องกันการกักตุน การควบคุมสถานการณ์ และการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในช่วงท้ายว่า ในภาวะวิกฤต “การสื่อสาร” เป็นหัวใจสำคัญ รัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมเร่งหามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างครอบคลุม เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายและประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข



















