รมว.เจาะรูรัดเข็มขัดแน่นหลังเจอวิกฤตพลังงาน ด้าน องค์การเภสัชฯ เผยต้นทุนผลิตยาพุ่งแล้ว 10 % พร้อมแบกต่อแม้ขาดทุนไม่เหลือเงินสักบาท เผยทุกการขึ้นราคาน้ำมัน 2 บาท ต้นทุนผลิตยาจะเพิ่ม 4 % การันตี 6 เดือนนี้มียาอภ.ใช้ ในราคาเดิม พร้อมทุบกระปุกได้ 6.5 พันล้านช่วยค่ายารพ.ขาดสภาพคล่อง
เมื่อวันที่ 27 มี.ค.69 ที่กระทรวงสารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สธ. นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดสธ. นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดสธ. ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมกันแถลงข่าวความพร้อมดูแลประชาชนด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะวิกฤติพลังงาน
นายพัฒนากล่าวว่า สธ. วางมาตรการเร่งด่วน 3 เรื่อง คือ 1.เพิ่มบริการ Telemedicine จัดส่งยาผ่านไรเดอร์ 2.สร้างความมั่นใจบริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรณีรถพยาบาลรับส่งผู้ป่วย ให้มีน้ำมันเพียงพอ และ 3.การสำรองยาและเวชภัณฑ์ โดยอย.ได้จัดตั้ง War room ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์ ทั้งนี้มีการแบ่งความเพียงพอของยาและเวชภัณฑ์คงคลังเป็น 4 ระดับ ได้แก่ สีเขียว มีปริมาณมากกว่า 1.5 เดือน สีเหลือง น้อยกว่า 1.5 เดือน และ/หรือขนส่งล่าช้า สีส้ม น้อยกว่า 0.5 เดือน และ สีแดงหมดคลัง) โดยจะจัดหาเพิ่มเติมตั้งแต่ระดับสีเหลืองและจัดสรรทรัพยากรตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขตสุขภาพ และระดับประเทศ กรณีมีแนวโน้มขาดแคลนระดับประเทศ ได้มอบหมายให้อภ.ดำเนินการจัดหา

นายพัฒนากล่าวว่า ส่วนจะต้องของบกลางเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ตอนนี้เราพยายามที่จะบริหารงบประมาณที่มีอยู่ให้ได้ เพราะการบริหารประเทศในหลายๆ ส่วนตอนนี้ก็ต้องใช้งบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาสธ.ก็พยายามที่จะรัดเข็มขัดจนถึงรูสุดท้ายแล้ว วันนี้ก็ต้องเจาะรูเพิ่มเพื่อรัดเข็มขัดอีก
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า บทบาทของ อภ.มี 3 ด้าน คือ การผลิต การจัดหายาและวัตถุดิบ และการรักษาความมั่นคงทางยา เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของประเทศยังคงเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในด้านการผลิตนั้น อภ.มีส่วนแบ่งการตลาด 7 % ในกลุ่มยาที่อภ.เป็นผู้ผลิตรายเดียวในประเทศ ยาในรายการของอย. ทั้งนี้ ก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียด อภ.บริหารสต็อกยาและวัตถุดิบในระดับประมาณ 3 เดือน แต่เมื่อมีความเสี่ยงก็ปรับเป็น 6 เดือน และทอยอยออกคำสั่งซื้อยา และวัตถุดิบในการผลิตยาเพิ่ม ดังนั้นวันนี้การันตีได้ว่าใน 6 เดือนนี้ไม่ขาดทั้งยาดสำเร็จรูป และวัตถุดิบ รวมถึงบรรจุภัณฑ์
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า แต่ปัญหาคือเรื่องการขนส่ง และการผลิตยาที่ต้องใช้น้ำมัน ซึ่งทางอภ.ใช้ทั้งน้ำมันดีเซล น้ำเตา และแอพีจี ตอนนี้เริ่มมีผลกระทบบ้างแล้ว ซึ่งเมื่อมีการปรับขึ้น อย่างน้ำมัน ทุกๆ การปรับขึ้นราคาลิตละ 2 บาท จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 4% ดังนั้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตอนนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตยาขององค์การเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 10% แต่อภ.จะตรึงราคาไว้ใน 6 เดือนนี้ ทราบว่าตอนนี้มีข่าวลือว่าอภ.ขึ้นราคา ต้องบอกว่ายังไม่มีการขึ้น ถ้าจะขึ้นเราจะเป็นคนสุดท้ายถ้าจำเป็นต้องขึ้น หากจำเป็นต้องขาดทุนเราก็พร้อมที่จะขาดทุน

ผอ.ภอ. กล่าวต่อว่า ในด้านการจัดหา อภ.มีบทบาทหลักในการจัดซื้อยาตามความต้องการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มูลค่ารวมเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ครอบคลุม 170 รายการ โดยปีงบฯ 2569 ได้ดำเนินการทำสัญญาครบถ้วน 100% แล้ว และจาการสอบถามทางผู้ผลิตและผู้จำหน่ายทุกราย ยืนยันสามารถส่งมอบยาได้ตามเงื่อนไขสัญญา ดังนั้นรายการยาตามความต้องการของ 2 หน่วยงานมีถึงต.ค. 2569
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า สำหรับการรักษาความมั่นคงทางยา อภ.สนับสนุนการดำเนินงานของ อย. โดยติดตามสถานการณ์วัตถุดิบและยาสำเร็จรูปอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้วัตถุดิบ และยาสำเร็จรูปในไทยสามารถมีความมั่นคงอยู่ได้อย่างน้อย 3 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของยา ส่วนข้อสั่งการของรมว.สธ.ให้อภ.สำรองจ่ายค่ายา และจัดหายาให้กับรพ.ที่ขาดสภาพคล่อง นั้น อภ.มีกระแสเงินสดที่เตรียมไว้สำหรับการลงทุนอื่นๆ 7,000 ล้านบาท มีภาระผูกพันอยู่ราว 3,500 ล้านบาท ทำให้ยังมีวงเงินที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนสถานการณ์ฉุกเฉินได้ประมาณ 3,500 ล้านบาท อีกทั้งยังมีกรอบวงเงินกู้เพิ่มเติมที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไว้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ส่งผลให้สามารถเสริมสภาพคล่องเพื่อดูแลระบบสาธารณสุขได้รวมประมาณ 6,000–6,500 ล้านบาท
เมื่อถามว่า ตอนนี้อภ.มีต้นทุนเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 10% และยังพร้อมขาดทุน อภ.จะสามารถรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ถึงระดับใด พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า อภ.เป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นของประชาชน ดังนั้นจึงมีบทบาทในการดูแลระบบยาโดยรวม มากกว่าการมุ่งกำไร เราสามารถแบกรับต้นทุนได้ตลอดเวลา ต่อให้ไม่มีกำไร ก็ต้องเดินไปด้วยกัน
เมื่อถามต่อว่าหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะยังสามารถตรึงราคายาได้หรือไม่ พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า อภ.คาดว่าจะสามารถตรึงราคายาได้อย่างน้อยในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากมีการสำรองวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยแบ่งเป็นสต๊อกเดิมประมาณ 3 เดือน และคำสั่งซื้อใหม่อีก 3 เดือน ซึ่งยังอยู่ในราคาเดิม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามคือราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งมีผลต่อทั้งการผลิตและการขนส่ง
เมื่อถามถึงวงเงินสำรองนี้ เพียงพอรองรับความต้องการของโรงพยาบาลหรือไม่ พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า การประเมินวงเงินดังกล่าวพิจารณาจากภาระหนี้ค้างชำระของหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก โดยปัจจุบันหนี้ค้างในกลุ่มหน่วยงานหลัก (key account) อยู่ที่ประมาณ 3,000–3,500 ล้านบาท และในส่วนของรพ.รัฐอยู่ที่ประมาณ 1,200–1,500 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 5,000 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อเทียบกับศักยภาพทางการเงินของ อภ. ทั้งจากกระแสเงินสดที่มีอยู่ และวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติไว้เดิม จึงประเมินว่าสามารถรองรับและหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขได้อย่างต่อเนื่องในระยะนี้
เมื่อถามถึงยาที่ประชาชนซื้อเองและจะได้รับผลกระทบคือ ยาสามัญประบ้าน พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า ส่วนที่เป็นยาที่อภ.ผลิตเองนั้นเราตรึงได้อยู่แล้ว เพราะอภ.เป็นรัฐวิสาหกิจ ต่อให้เราตรึงแล้วขาดทุนไม่เหลือแม้แต่บาทเดียว ก็เหมือนกับอัฐยายซื้อขนมยาย ถ้าเราจะเอากำไรจากการขึ้นราคายา รัฐก็ต้องเอางบฯ ไปสนับสนุนประชาชนด้านอื่นอีก แต่การตรึงราคาคือกระบวนการทางตรง อภ.ไม่ต้องเอากำไร รัฐก็ไม่ต้องไปเยียวยาด้านอื่น อภ.นำเงินส่งรัฐน้อยลง ดังนั้นนี่เป็นทางตรงมากกว่าจึงไม่ขึ้นราคา อย่างไรก็ตาม ยาอภ.มีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 7% ต้นทุนการขนส่ง ค่าน้ำมันสูงขึ้นแล้วเราจะเป็นนางเอกด้วยการไม่ขึ้นราคา แต่ผู้ผลิตรายอื่นอีก 93% ไปต่อไม่ได้ แบบนี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นเราต้องมีการสร้างสมดุลตรงนี้ ช่วงไหนเป็นเวลาที่เหมาะสมในการปรับขึ้นราคา แต่มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งคือข้อมูลเก็บอยู่ที่ อย. จึงรู้ต้นทุนการนำเข้ายา วัตถุดิบมาเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่ อย่างที่เลขาฯ อย.ระบุ ว่า 4 เดือน นี้หากน้ำมันไม่ได้ขึ้นสุดโต่งเราตริงราคาได้ แต่หากค่าขนส่งเพิ่มก็ต้องเพิ่มให้เขา

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ต้นทุนทางยาคิดเป็นประมาณ 30% ของค่าใช้จ่ายของรพ.ดังนั้น หากมีราคาเพิ่มอีก 10% ก็จะทำให้ต้นทุนรพ.เพิ่มเป็นราว ๆ 40% ของค่าใช้จ่ายรพ. ซึ่งยังพอไปได้ ส่วนเรื่องเงินเฟ้อทางการแพทย์นั้นก็อย่างที่บอกว่า เป็นค่ายา แต่คิดว่าไม่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นค่าไฟ และค่าน้ำมัน อย่างไรก็ตาม 90% ของรพ.ในสังกัดมีการติดโซล่าเซลล์ไปหมดแล้ว โดยเราตั้งเป้าให้มีการใช้ตรงนี้ทดแทนได้ 50 % ของค่าไฟ



















