“ราคาน้ำมัน” ที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก สงครามในตะวันออกกลาง เรียกได้ว่า เป็นการ ยกระดับราคาน้ำมันครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนยุคเข้าสู่ราคาน้ำมันบนฐานใหม่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป แม้จะลดลงมาบ้าง เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งสัญญาณยุติสงครามในเร็ววัน แต่ “ราคาน้ำมันดิบ” ก็ยังเกินร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่ดี
การคาดการณ์โดยผู้เชี่ยวชาญว่าราคาน้ำมันดิบเบรนด์ ปี 69 เฉลี่ยทั้งปี น่าจะอยู่ราว 65-75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลายเป็นเรื่องในอดีตที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก
ดังนั้น แผนรับมือวิกฤติพลังงานของกระทรวงพลังงาน เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันเกินร้อยดอลลาร์ต้องเกิด!! รวมถึงการปรับการสื่อสารของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การสื่อสารเพื่อประคับประคองกระแสบวกของรัฐบาล ต้องไม่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติ เพราะสู้รบจริง ตายจริง ทำลายล้างกันจริง และบานปลาย เพราะเกิดในแหล่งผลิตพลังงานป้อนโลก ซึ่งคนในรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบดี และมองออกว่าสถานการณ์ไปทางเลวร้าย ต้องรีบบอกประชาชนแต่เนิ่น ๆ ให้ตระหนักถึงสถานการณ์ และปรับตัวให้อยู่ได้ในโลกยุคราคาน้ำมันแพงที่จะแพงไปตลอดกาล
เมื่อหาหนทางทำให้ราคาน้ำมันต่ำลงไม่ได้ อาศัยกลไก “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” มาอุดหนุนไว้ ก็ทำได้จำกัด ตอนนี้ติดลบไปแล้ว 42,148 ล้านบาทในช่วงเวลาไม่ถึงเดือน ขณะที่รัฐบาลใหม่ยังไม่เริ่มทำงาน เพราะต้องรอเข้าเฝ้าถวายสัตย์ และแถลงนโยบายรัฐบาล “กองทุนน้ำมันฯ” ยังกู้หนี้ยืมสินหลักแสนล้านบาท มาต๊ะน้ำมันไม่ได้ ครม.รักษาการณ์ทำอะไรไม่ได้มาก แค่พิจารณาแนวทางว่า “จะ” ใช้กลไกภาษีสรรพสามิตมาช่วยทำให้ราคาน้ำมันลดลง แต่ก็ยังไม่ได้ทำ
ดังนั้นจำเป็นต้องปล่อยราคาน้ำมันขึ้นตามตลาดโลก เรื่องนี้ต้องสื่อสารกับประชาชนมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.69 เมื่อตอนนี้ทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยราคาน้ำมันขึ้นพรวดพราดแถมขึ้นตอนดึก จึงถูกก่นด่าซ้ำไป-ซ้ำมาตามระเบียบ

มาตรการที่รัฐบาลกำลังนำมาใช้ลดแรงกดดันไปพลางก่อน จึงมุ่งไปที่ การลดค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน เพราะคำว่า “โรงกลั่น” ไม่มีปากมีเสียง ไม่มีตัวตน ไม่มีความเป็นเจ้าของ
ล่าสุดก็มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ตั้ง คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา และกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยให้ทำให้เสร็จและเสนอ ครม. พิจารณาภายใน 15 วัน หมายถึง 15 เม.ย.นี้ต้องมีคำตอบออกมา
เมื่อเบี่ยงไปขยี้ที่ “ค่าการกลั่น” ก็ทำให้หลายเสียงจากหลายทาง ประโคมกระแสกันติดต่อกันหลายวัน เชียร์ให้ “ลดค่าการกลั่น” เพราะมองว่า เป็นหนทางที่จะมาลดต้นทุนพลังงานได้ง่ายที่สุด
แน่นอนว่า “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงานคนใหม่ เข้ามาเล่นเต็มตัวเรื่องนี้ หากว่าไปแล้ว หลังเข้ารับตำแหน่ง เขาประกาศจะทำเรื่องนี้ และทุกวันก็เรียกฝ่ายต่าง ๆ มาประชุมเรื่องนี้ ก็มีข่าวทุกวันแล้ว
อย่างไรก็ตาม นอกจากการ “โหนกระแส” แล้ว การจะ “ปรับค่าการกลั่น” นั้นควรต้องอิงวิชาการ และต้องรอบคอบ ซึ่งวิธีคิดมีอยู่ 2 ระบบ คือ ระบบ Import Parity และ ระบบ Cost Plus
ในส่วนของประเทศไทยใช้ Import Parity ที่อ้างอิงราคาเทียบการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป บวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ส่วนที่จะเปลี่ยนมาใช้ Cost Plus นั้น เป็นการคิดจากต้นทุนจริงของโรงกลั่นน้ำมัน โดยดูจากราคาน้ำมันดิบที่นำเข้ามาใช้จริง และบวกค่าใช้จ่ายการกลั่น ซึ่งเป็นอัตราคงที่
โดยแต่ละระบบมีข้อดีและข้อเสีย แตกต่างกันไป สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้อธิบายไว้ว่า การที่ประเทศไทยใช้หลักการ Import Parity มีเหตุผลสำคัญ ก็คือ
1.การที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 90% เพื่อนำมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป จำเป็นต้องกำหนดราคาให้สามารถแข่งขันกับราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปได้ ไม่เช่นนั้น ผู้ค้าน้ำมันทั้งปั๊ม และผู้ค้าส่ง (Jobber) ก็จะนำเข้าน้ำมันมาขายแทนที่จะซื้อจากโรงกลั่นในประเทศ
2.ระบบ Import Parity ใช้การอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ เพราะเป็นตลาดกลางที่โรงกลั่นต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียมาซื้อขายกันอย่างเสรี
3.ทำไมอ้างอิงราคาสิงคโปร์ไม่พอ ต้องบวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ที่เรียกว่า ค่าพรีเมียม ซึ่งเป็นการคิดต้นทุนการขนส่งมาด้วย ซึ่งจะต้องบวกค่าขนส่ง ค่าประกัน และค่าปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับคุณภาพน้ำมันตามกฎหมายไทย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของ Import Parity หลายคนมองว่า ก็มันไม่ใช่ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงเป็นการ “สมมุติว่า” รวมถึงราคาน้ำมันที่เราอ้างอิงนั้น ย่อมปรับเปลี่ยนตามตลาดโลก ดังนั้นเมื่อเกิดสภาวะไม่ปกติอย่างสงครามตะวันออกกลางในเวลานี้ ราคาน้ำมันที่อ้างอิงย่อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ค่าการกลั่นสูง
แต่ “ค่าการกลั่น” ที่เรียกนั้น เป็น Refinery Margin (GRM) ซึ่ง GRM ไม่ได้เป็นกำไรสุดท้ายที่เข้ากระเป๋าโรงกลั่น
เพราะ GRM เป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบที่ซื้อมา กับราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตได้และขายออกไป โดยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นยอดขายเบื้องต้นก่อนหักค่าใช้จ่ายจริง เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และต้นทุนดำเนินงาน
GRM ที่ปรากฏในตารางของ สนพ.เป็นการบอกตัวเลขให้เห็นส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและสำเร็จรูป ซึ่งปกติน้ำมันดิบจะขึ้นช้ากว่าน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้เกิดส่วนต่าง และยิ่งเกิดสงครามทำให้โรงกลั่นหลายแหล่งในตะวันออกกลางถูกโจมตีได้รับความเสียหาย ขณะที่ความต้องการสูง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปยิ่งขึ้นเอา ๆ เกิน 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบจะขึ้นช้ากว่า เพราะยังมีแหล่งผลิตนอกตะวันออกกลาง
เห็นได้จากราคาดีเซลตลาดสิงคโปร์ ณ วันที่ 31 มี.ค.อยู่ที่ 192.86 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ที่ซื้อขายกันแบบเรียลไทม์ล่าสุด 1 เม.ย. อยู่ที่ 100.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่างกันเกือบ 100 ดอลลาร์ ซึ่งส่วนต่างระหว่างน้ำมันดิบและสำเร็จรูปเป็น GRM ไม่ได้เป็นกำไรของโรงกลั่น

หากจะปรับมาใช้ระบบ Cost Plus เพื่อกำกับต้นทุนและกำไรของโรงกลั่น ข้อยากคือ โรงกลั่นแต่ละโรง มีต้นทุนแตกต่างกัน เพราะเทคโนโลยีต่างกัน และใช้น้ำมันดิบต่างกัน แม้น้ำมันดิบแต่ละล็อต ก็ไม่เหมือนกัน เพราะใช้น้ำมันดิบหลายแหล่ง นอกจากนี้เมื่อกลั่นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ก็ใช่ว่า จะออกมาแบบเดียวกัน เพราะแต่ละโรงกลั่น ต่างมีฐานลูกค้าที่ไม่เหมือนกันตามผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมา ตามที่ได้ออกแบบโรงกลั่นตั้งแต่สร้างโรงกลั่น
และหากใช้ Cost Plus ซึ่งรัฐจะเข้ามากำกับต้นทุนคงที่ ดังนั้นราคาน้ำมันตลาดโลกจะสูง-จะต่ำ ก็ได้กำไรเท่าเดิม เพราะใช้การเฉลี่ยกำไร ก็อาจมีผลต่อแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ก็โรงกลั่นไทยไม่ต้องเทียบราคากับโรงกลั่นอื่น ๆ ที่ดีกว่าแล้ว
อีกประเด็นคือ โรงกลั่นน้ำมัน มีทั้งซื้อน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป บางช่วงก็ขายน้ำมันสำเร็จรูปออกไปด้วย ขายไปไหน ก็ไปขายในตลาดสิงคโปร์ที่ใกล้ที่สุด และต้องไปขายแข่งกับโรงกลั่นอื่น ๆ หรือมีบางช่วงเราต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปก็มี ดังนั้นจึงมีทั้งส่งออกและนำเข้าในราคาตลาด ซึ่งต้องมาอยู่ในโครงสร้างต้นทุนของโรงกลั่นทั้งหมด และระบบต้องเดินไปได้ในระยะยาวด้วยนี่คือโจทย์ใหญ่
การกำหนดว่า ราคา ณ โรงกลั่น ควรเป็นเท่าไหร่แล้ว แล้วจะสะท้อนมาลดราคาดีเซลเหลือเท่าไหร่ จึงสวย ๆ แล้วค่อยย้อนกลับไปกำหนดต้นทุนโรงกลั่น ซึ่งยากตรงผันผวนเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ของโลกที่ยากต่อการควบคุมจากความขัดแย้งทาง “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่เกิดบ่อยขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น
จึงต้องคิดอย่างรอบด้าน และรอบคอบว่า “เรากำลังอุ้มใคร” หรือ “มีใครกำลังอุ้มใคร” หรือ “ใครได้ประโยชน์” จากการอุ้มราคาดีเซลเกินสมควรบ้าง
ที่น่าเป็นห่วง นอกจากราคาน้ำมันจะขึ้นไปที่เท่าไหร่ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของเรามีแค่ไหน ด้วยที่ควรถูกคิดไปพร้อมกัน จึงจะมองยาวจริง เพราะทุกประเทศกำลังแย่งน้ำมันกัน ดังนั้นคงต้องคิดถึงการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงอย่างจริงจังให้มากขึ้น

ตอนนี้หน้าที่ในการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายจริง ๆ เราไปฝากไว้กับ “ผู้ค้าน้ำมัน” เพราะกำหนดให้คนที่มีหน้าที่สำรองน้ำมันตามกฎหมายเป็นของเอกชน คือ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ตามพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่ ที่มีปริมาณการค้าแต่ละชนิด หรือรวมกันทุกชนิดปีละตั้งแต่หนึ่งแสนเมตริกตันขึ้นไป (หรือประมาณ 120 ล้านลิตรขึ้นไป) หรือเป็นผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลวแต่เพียงชนิดเดียวที่มีปริมาณการค้าปีละตั้งแต่ห้าหมื่นเมตริกตันขึ้นไป ก็เช่น ปตท., บางจาก, พีที, เชลล์, ซัสโก้, คาลเท็กซ์, ไทยออยล์, ไออาร์พีซี, สตาร์ปิโตรเลียม ซึ่งเรากำหนดสำรองตามกฎหมายไว้ 1% และเพิ่งมาเพิ่มเป็น 3% ของปริมาณที่จำหน่าย พอเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลนก็กลับไปให้สำรองตามกฎหมาย 1%
เวลานับสำรองตามกฎหมาย ยกตัวอย่างตัวเลขของกรมธุรกิจพลังงานเมื่อ 13 มี.ค.69 น้ำมันมีอยู่ประมาณ 3,400 ล้านลิตร สำรองนี้คือสำรองจริง ๆ ที่อยู่ในมือกฎหมายควบคุมมีใช้ประมาณ 22 วัน และสำรองเพื่อการค้าของผู้ประกอบการเขาสำรองของเขาเอง 1,400 ล้านลิตร คิดเป็นสิบกว่าวัน รวมสองสำรองนี้ก็ราว ๆ 39 วัน แล้วเราก็ไปนับว่ามีสำรองจากน้ำมันที่อยู่บนเรือระหว่างลอยลำขนส่ง 27 วัน บวกสำรองจากการทำสัญญาไว้แต่ยังไม่ส่งมา 30 วัน รวมมีสำรองขั้นต่ำ 96 วัน
สำรองจริง ๆ ที่อยู่ในมือรัฐ ควบคุมตามกฎหมายเรียกออกมาใช้ได้เลย คือ สำรองตามกฎหมาย 22 วัน เท่ากับความมั่นคงจริง ๆ ของเราอยู่เท่านี้
วิกฤติอย่างนี้ มองตามจริง จะดีกว่ามองในแง่ดีเกินไป เราไม่ควรนับน้ำมันที่ยังลอยลำอยู่ในเรือ เป็นสำรองของประเทศ เพราะสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ คงบอกได้ชัดว่า ซื้อไว้แล้ว ล่องมาแล้ว แต่มาไม่ถึง ก็เกิดมาแล้ว เพราะมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นต้น และไม่ควรนับรวมสำรองจากสัญญาซื้อน้ำมันแต่ยังไม่จัดส่ง ก็กว่าจะเรียกมาใช้ได้ ต้องผ่านการเดินเรือที่มีอุปสรรคมากมาย ต้องเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง แล้วก็คงไม่ใช่ทุกลำจะล่องมาส่งให้ ตัวเลือกมีน้อยลง หรือถ้ามาส่งให้ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยก็แพงหูฉี่

อีกจุด…ไม่ควรแม้แต่นับรวมสำรองน้ำมันทางการค้าของผู้ค้ามาตรา 7 ซึ่งสำรองในคลัง และในปั๊มน้ำมันต่าง ๆ สองหมื่นกว่าปั๊มในประเทศไทยมี “ดีลเลอร์เอกชน” เป็นเจ้าของส่วนใหญ่ เราไปกำกับเขาโดยให้รายงานตัวเลข แต่เอาจริงก็อย่างที่เห็น น้ำมันหมดปั๊มจริง ๆ หรือไม่ขาย ก็ไม่รู้ได้ หรือกันไปให้ใคร ก็ไม่รู้อีก เกิดความสั่นคลอนในชีวิตของประชาชนไปทั่ว สะท้อนความไม่มั่นคงของประเทศ
ตอนนี้มีการตั้งคำถามถึง “ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ” ว่าเรามีแค่ไหน “ความมั่นคงของเรากับประเทศอื่นเหมือนกันหรือไม่” ความลังเลสงสัยนี้เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว เป็นที่มาของอาการ “พูดเท่าไหร่ประชาชนก็ไม่เชื่อ” ไม่รู้ว่าสำรองเก้าสิบวันร้อยกว่าวันนั้น น้ำมันไปอยู่ไหน??
แล้วตอนนี้ “ความไม่เชื่อกำลังขยายวงไปถึงความมั่นใจใน ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ ว่าจะฝากผีฝากไข้ได้หรือไม่ด้วย”
หาก “รมว.พลังงานคนใหม่” จะโฟกัสไปที่ปรับโครงสร้างราคาโรงกลั่น ก็อย่าลืมเป็นอันขาดกับการวางแผนรับมือวิกฤติพลังงานหากสู้รบไม่เลิก และขยายวงกว้าง แล้วรัฐจัดการไม่ดีพอ “ไม่ใช่แค่วิกฤติพลังงาน แต่วิกฤติศรัทธามาแน่นอน ก้าวแรกของรัฐบาลที่สั่นคลอนดูไม่ดีนะ”
ตอนนี้เห็นรัฐบาลปรับท่าทีการให้ข้อมูลผ่าน ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่สะท้อนสถานการณ์จริงให้ประชาชนรับทราบมากขึ้น ช้าไปหรือไม่ ไม่รู้
แต่มาถึงตอนนี้ต้องประเมินสถานการณ์ไปทางเลวร้ายที่สุดไว้ได้แล้ว และทำแผนรองรับโอกาสที่น้ำมันจะไม่สามารถจัดหาได้ตามปริมาณที่ต้องการ มีการแย่งกันซื้อ และช่องแคบฮอร์มุซอาจปิดเกิน 1 เดือน
เมื่อน้ำมันไม่มาตามนัด สุดท้ายสำรองจริง ๆ ก็คงเหลือสำรองตามกฎหมายที่น้ำมันมีนอนแช่อยู่จริง ๆ แค่ยี่สิบกว่าวัน ต้องให้สัญญาณกับประชาชน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการอยู่กับวิกฤติที่ต้องผ่านไปด้วยกัน มาตรการบังคับต้องนำมาใช้จริงจัง เช่น การปันส่วนน้ำมัน การปิดปั๊มให้เร็วขึ้น ปิดห้างให้เร็วขึ้น ให้ทุกคนงด หรือลดการเดินทาง เหมือนตอนโควิด-19 หากขับรถออกจากบ้านหมายถึง “เสี่ยงจริง” เช่น ไม่มีน้ำมันให้เติม เป็นต้น
ต้องจัดองคาพยพรองรับเหตุการณ์เลวร้าย และประกาศซักซ้อมการใช้แผนรับมือ เริ่มในบางพื้นที่และค่อย ๆ กระจายออกไปทั้งประเทศ และนอกจากบอกประชาชนแล้ว ก็ขอให้ควบคุม “พ่อค้า” และ “ผู้มีอำนาจ” ด้วย ไม่ใช่ “ใครมีอำนาจบารมี” ก็เอาน้ำมันไปกักตุนกัน น้ำมันก็ปันส่วนไม่ทั่วถึงอีก
เห็นจากยอดการใช้น้ำมันรายวันยังสูงอยู่ แสดงว่า “มีอะไรในกอไผ่” และนอกจากวางแนวทางจำกัดการใช้แล้ว อย่าลืมดูด้าน “ซัพพลาย” ด้วย
หากโรงกลั่นเกิดปัญหาในกระบวนการผลิตขึ้นมา เพราะเดินเครื่องเกิน 100% มาเดือนแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อโรงกลั่นโรงใดโรงหนึ่ง จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่อง จะนำน้ำมันจากที่ไหนมาทดแทนให้ทัน !!
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)






















