หลังวิกฤตน้ำมัน ที่ทำให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ผสมกับกระแสความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมากก่อนหน้านี้ ที่ประสบปัญหาหาน้ำมันเติมไม่ได้เหมือนปกติ บางจังหวัด ประชาชนต้องต่อคิวรอเติมน้ำมันหลายชั่วโมง จนทำให้ปัญหาน้ำมันฉุดเรตติ้งคะแนนนิยม อนุทิน อย่างหนักตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เปลี่ยนสเต็ปจากที่เคยอยู่ใน “สภาพตั้งรับ” ก็ออกลีลาเต้นฟุตเวิร์คและปล่อยหมัดฮุก มาให้เห็น เพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นเป้านิ่งในเรื่องน้ำมัน
ยิ่งปลายสัปดาห์นี้ จะต้องนำทัพคณะรัฐมนตรี เข้าแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา 9-10 เม.ย. ที่คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า สส.ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ “พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์” ตอนนี้ ลับดาบ-รอสับ “อนุทิน” กลางห้องประชุมรัฐสภาในเรื่อง “น้ำมัน-ของแพง” หนักแน่

รวมถึง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและรมว.คมนาคม และผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์พลังงาน (ศบก.) ที่คาดว่า จะโดนอภิปรายพาดพิงหนักเช่นกัน กับประเด็นเรื่อง มานั่งเป็น “ผอ.ศบก.” ทั้งที่ตัวเองและครอบครัว “รัชกิจประการ” เป็นผู้ก่อตั้ง-ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารกลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์จี ที่ “พิพัฒน์” เป็นผู้ก่อตั้ง และปัจจุบันมีน้องชาย คือ “พิทักษ์ รัชกิจประการ” เป็นผู้บริหารฯ ซึ่งการอภิปรายกระชวกไปที่ “พิพัฒน์” มันก็คือการทุบไปที่ “รัฐบาล” และ “พรรคภูมิใจไทย” เพราะ “พิพัฒน์” ปัจจุบันคือรองนายกฯ เบอร์ 1 ของรัฐบาล อีกทั้งเป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทยภาคใต้ ที่ทำให้พรรคได้ สส.เขตมากที่สุดในภาคใต้ร่วม 31 ที่นั่ง
หาก “พิพัฒน์” โดนถล่มหนักกลางห้องประชุมจนเสียศูนย์ ย่อมไม่ดีแน่กับ “อนุทิน-รัฐบาล-ภูมิใจไทย” จึงต้องเตรียมรับมือเพื่อปกป้อง “อนุทิน” และ “พิพัฒน์”
การเปลี่ยนจังหวะจากรับมาเป็นรุกของ “อนุทิน” ในเรื่องน้ำมันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากเป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งดูดายต่อกระแสความไม่พอใจของประชาชนในเรื่องน้ำมัน โดยมีการเตรียมพร้อมรับมือไว้หลายทางแล้ว เพื่อลดกระแสความไม่พอใจของประชาชนในเรื่องน้ำมัน
อีกจุดหนึ่งก็คือ เป็นการเตรียมพร้อมของ “อนุทิน” ก่อนถึงวันแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อจะได้นำไปชี้แจง-ตอบโต้ “ฝ่ายค้าน” ได้ว่า รัฐบาลมีการติดตามรับมือสถานการณ์น้ำมันไว้อย่างเต็มที่ เพื่อลดโทนการอภิปรายของฝ่ายค้านให้คลายความร้อนแรงลง

ไม่ว่าจะเป็นการตั้งปรับรูปแบบการสื่อสารให้ข่าวกับประชาชนของ ศบก.ใหม่ โดยดึง “โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา” อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ดำเนินรายการวิเคราะห์ข่าวทางออนไลน์ ทำหน้าที่โฆษก ศบก.แล้วปรับรูปแบบการให้ข่าวกับสื่อมวลชนและประชาชนใหม่ โดยเน้นการสื่อสารให้ตรงจุด และกระชับมากขึ้น เพื่อหวังให้ประชาชนเข้าใจการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น หลังมองว่าที่ผ่านมาการให้ข่าวของ ศบก. ยังสอบไม่ผ่าน
นอกจากนี้ก็ยังมีการตั้ง คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ (คตร.) ที่มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน ซึ่งแค่ประชุมนัดแรก ก็มีการจุดพลุแนวคิด การปรับโครงสร้างการคิดค่าการกลั่นฯ-ค่าการตลาด-ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายใหม่ เพื่อทำให้ราคาน้ำมันถูกลง จนหลายคนออกแรงเชียร์ให้มีการเคาะออกมาให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
รวมถึงการเตรียมรับมือกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาและมีการเล่นน้ำสงกรานต์หลายแห่งทั่วประเทศ “อนุทิน” ก็มีการตั้ง คณะกรรมการบริหารการจัดส่งน้ํามันเชื้อเพลิง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออํานวยความสะดวกประชาชนในการเดินทางช่วงสงกรานต์ โดยมี “พิพัฒน์” เป็นประธานกรรมการ ร่วมด้วย รมว.พลังงาน, รมว.พาณิชย์, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก, อธิบดีกรมทางหลวง, อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน, อธิบดีกรมสรรพสามิต, ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ปตท. น้ํามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
เพราะ “อนุทิน” รู้ดีว่า หากช่วงสงกรานต์ ประชาชนไม่สามารถเติมน้ำมันได้ตามปกติ กระแสความไม่พอใจรัฐบาลจะตามมารุนแรงแน่ จึงต้องรับมือกับเรื่องนี้ไว้แต่เนิ่นๆ
นอกจากนี้ “อนุทิน-รัฐบาล” ก็เล่นบทขึงขัง เตรียมเอาผิดกับ กลุ่มเครือข่ายค้าน้ำมันในภาคใต้ หลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าตรวจสอบ คลังน้ำมันรายใหญ่บางแห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี จนพบความผิดปกติ ที่เข้าข่ายกักตุนน้ำมันดีเซล ในช่วงก่อนปรับราคา โดยพบว่า มีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตรระหว่างขนส่งจากโรงกลั่นไปที่คลังเก็บน้ำมัน

ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารบัญชีการรับเข้า–ขายออก ของเดือน ก.พ.-มี.ค. 2569 พบว่า บางคลังมีน้ำมันค้างสต็อก สูงถึง 2 ล้านลิตร จึงเชื่อได้ว่า มีการประวิงการขายและชะลอการขนส่งเพื่อเก็งกำไรช่วงราคาผันผวน โดยขณะนี้ ดีเอสไอเตรียมส่งเรื่องเข้าที่ประชุมบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อให้รับเรื่องเป็นคดีพิเศษ จะได้มีการสอบสวนขยายผลเอาผิดกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ “อนุทิน” นำทีมรัฐบาล-กระทรวงยุติธรรม-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ-ดีเอสไอ แถลงใหญ่จัดเต็มเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า พบความผิดปกติที่แสดงให้เห็นว่ามีการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรที่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและทำให้รัฐเกิดความเสียหาย
“ผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุน และหากำไร ดังนี้
1.มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยลอยลำเรือไว้ไม่ให้ฟีดน้ำมันเข้ามาในคลังตามเวลาปกติ เพื่อหวังว่าจะมีการประกาศเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน จึงค่อยฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น
2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการน้ำมัน
3.การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน ขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง เชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวน และขยายผล” (อนุทิน นายกรัฐมนตรี แถลง 3 เม.ย.69)

การออกหมัดแอ็กชั่นหลายชุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาของ “อนุทิน” ในเรื่องน้ำมัน ตามที่ระบุไว้ข้างต้น เห็นได้ชัดนอกจากเพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่อง “น้ำมันแพง” และยืนยันจะเอาผิดกับ “เครือข่ายกักตุนน้ำมัน” เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมาแล้ว
อีกจุดหนึ่งก็คือ ทั้งหมดทำเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ “ฝ่ายค้าน” ที่จะรอสับ “อนุทิน-รัฐบาล-ศบก.” ในเรื่องน้ำมันในช่วงแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เม.ย.นี้…นั่นเอง
…………………
คอลัมน์….ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย…“พระจันทร์เสี้ยว”


















