ในที่สุด…โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544 ล้านบาท ระยะทาง 220 กม. ก็สิ้นสุดทางเลื่อน!
หลังเอกชนคู่สัญญา อย่าง บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ภายใต้การดำเนินงานของเครือซีพี ได้ร่อนหนังสือด่วนที่สุดถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอใช้สิทธิ์ “สิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน” ต้องยอมรับว่าโครงการนี้ยื้อยุดฉุดกระชากลากถูมานานหลายปี แต่…สุดท้ายบทสรุปของอภิมหาโปรเจกต์ที่เป็นดั่ง “หัวเจาะ” สำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ก็ต้องมาถึงทางตันอย่างเป็นทางการ
การขยับตัวของเอกชนในครั้งนี้ ทำให้คณะกรรมการรฟท.ต้องเปิดประชุมด่วนเพื่อรับทราบสถานการณ์ และเตรียมชงเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการอีอีซี และครม. เพื่อชี้ชะตากรรมของโครงการนี้ต่อไป

ณ เวลานี้กระแสสังคมต่างสงสัยว่า ข้อเท็จจริงแล้ว การล่มสลายของดีลยักษ์ระดับแสนล้านครั้งนี้ มีสาเหตุ มีเบื้องลึก เบื้องหลังอย่างไรกันแน่
หากกางสัญญาร่วมลงทุนออกมาดู จะพบว่าเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญา ได้ระบุไว้ชัดเจนใน 3เงื่อนไขหลัก คือ กรณีที่ 1. รฟท.ส่งมอบพื้นที่โครงการไม่ได้ 2. ส่งมอบพื้นที่สนับสนุนบริการหรือ TOD (มักกะสันและศรีราชา) ไม่ได้ และ 3. เอกชนไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ในข้อเท็จจริง …รฟท. ได้เคลียร์พื้นที่และส่งมอบทั้งทางวิ่งและพื้นที่ TOD เรียบร้อยแล้ว แต่ “จุดตาย” กลับอยู่ที่บัตรส่งเสริมหรือบีโอไอ ซึ่งเอกชนไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขจนได้รับบัตรได้
แม้ที่ผ่านมาจะมีการเจราจาขอยอมสละสิทธิ์เงื่อนไขบีโอไอ เพื่อแลกกับการขอแก้ไขสัญญาปรับรูปแบบเป็น “สร้างไปจ่ายไป” เพื่อพยุงสภาพคล่อง
แต่! เมื่อกลไกของรัฐไม่สามารถแก้ไขสัญญาให้ตามที่ร้องขอได้ในท้ายที่สุด ฝั่งเอกชนจึงหันกลับมาใช้สิทธิ์สิ้นสุดสัญญาในประเด็นการออกบัตรบีโอไอไม่ได้ … จนนำมาสู่การเจรจาเพื่อแยกทางกันในที่สุด
ผลกระทบของการ “ทิ้งสมอ” ครั้งนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถไฟสายตะวันออก แต่กำลังลามเป็นโดมิโนไปยังโครงการอื่น โดยเฉพาะโครงสร้างทับซ้อนกับโครงการรถไฟไทย-จีน สัญญา 4-1 (ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง) ซึ่งเดิมทีกลุ่ม ซี.พี. ต้องเป็นผู้ก่อสร้าง

ล่าสุด…เอกชนยืนยันชัดเจนแล้วว่า “ไม่สามารถสร้างให้ได้” ทำให้ รฟท.ต้องแบกรับภาระ ดึงงานส่วนนี้กลับมา สรุปรายละเอียดเพื่อขออนุมัติจาก ครม. เพื่อนำมาก่อสร้างเอง
นั่น…หมายถึงกรอบเวลาและงบประมาณของรัฐที่ต้องขยับเพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้!
ที่น่ากังวลและใกล้ตัวคนเมืองมากที่สุดคือ “ระเบิดเวลาแอร์พอร์ตเรลลิงก์” เนื่องจากเอ็มโอยูการเดินรถไฟฟ้าระหว่าง รฟท. กับ เอเชีย เอราวัน กำลังจะ สิ้นสุดลงในวันที่ 30 ก.ย.นี้
ด้วยเวลาที่เหลืออีกเพียงไม่กี่เดือนทำให้ รฟท. ต้องเร่งหาข้อสรุปอย่างเร่งด่วนร่วมกับคณะกรรมการกำกับโครงการฯ เพื่อไม่ให้การเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ต้องสะดุดหยุดลง จนกระทบต่อผู้โดยสารนับแสนคนต่อวัน
ปฎิเสธไม่ได้ เมื่ออภิมหาโปรเจกต์ล่มสลาย สิ่งที่ตามมาก็คือ…ความสูญเสียเชิงยุทธศาสตร์ที่ยากจะประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ในทันที
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วิกฤติความเชื่อมั่นและการสูญเสียโอกาสทองของประเทศ หรือ Opportunity Cost เพราะ ไฮสปีด 3 สนามบิน คือ หน้าตาและหัวใจหลักในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ เข้าสู่พื้นที่อีอีซีโดยตรง
เมื่อโครงการพังพาบ ก็เป็นการส่งสัญญาณเชิงลบไปยังนักลงทุนทั่วโลกว่า ดีลขนาดใหญ่ในไทยมีความเสี่ยงสูงเชิงโครงสร้างและกฎหมาย
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังเร่งสปีดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างก้าวกระโดด ส่วนไทยกลับต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
หรือแม้จะเป็นเรื่องของเงินภาษีประชาชนและต้นทุนที่จมหาย เพราะตลอด 8 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้จ่ายงบประมาณไปมหาศาล ทั้งค่าเวนคืนที่ดิน ค่ารื้อย้ายสาธารณูปโภค และค่าบริหารจัดการระบบต่าง ๆ
รวมไปถึงเรื่องของการฝันค้าง ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ที่ตั้งตารอคอยระบบคมนาคมที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อระหว่างเมืองหลวงและเมืองอุตสาหกรรมฝั่งตะวันออก ต้องกลับไปเผชิญกับการเดินทางรูปแบบเดิม ๆ

แผนการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) มักกะสันและศรีราชา ที่เคยถูกวางตัวให้เป็น “สมาร์ทซิตี้” และศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทย ก็ต้องถูกแช่แข็งและกลายสภาพเป็นพื้นที่รกร้างต่อไป
บทเรียนราคาแสนล้านนี้ ก็ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะเลือกอะไร? ระหว่างการพยายามปรับเงื่อนไขเพื่อเยียวยาและดันโครงการต่อ หรือยอมหักดิบ “ล้างกระดาน” แล้วเปิดประมูลใหม่ทั้งหมด
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ประเทศไทยและคนไทยก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า… เราได้ร่วมกันจ่ายราคาค่า “สูญเสียโอกาส” ครั้งใหญ่ที่สุดไปเรียบร้อยแล้ว!
…………………………
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo




















