วิบากกรรมพรรคประชาชน (ปชน.) น่าจะเข้ากับสำนวน “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” ต้องเผชิญปัญหาเกี่ยวกับเรื่องคดีความอย่างต่อเนื่อง
หรือจะเป็นอย่างที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า ซึ่งร่วมก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 (3 ครั้งที่ผ่านมา รอด 1 ยุบ 2) ของพรรค “อนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” สาระสำคัญมิใช่อยู่ที่ “ยุบพรรค” แต่คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 นี้ จะสำแดงเดช ในช่วงยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไปไม่รอด เกิดความขัดแย้งภายในพรรคหรือระหว่างพรรคร่วม หรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้
เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรค ปชน. จะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่ ดังนั้น คดียุบพรรคจึงต้องทำหน้าที่เป็น “หอก” เพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรค ปชน.ไว้ก่อน เพื่อทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดตั้งรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกพรรคการเมืองแบบเดิม ๆ กลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม หรืออาจทำให้พรรคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ”

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.69 มีรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ได้รับคำร้องเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) เพื่อ พิจารณาวินิจฉัยยุบพรรค ปชน. กรณีผู้บริหารพรรคและบุคคล ผู้มิใช่สมาชิกพรรคได้ร่วมดำเนินกิจการ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งเป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์ และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
นอกจากนี้ยังมี กรณีพรรค ปชน. เปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการ ใช้ปฏิบัติการไอโอ (IO) โดยให้ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่ และได้มอบหมายให้คณะกรรมการฯ รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่ 2 ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคำร้องดังกล่าว
โดยล่าสุด คณะกรรมการฯรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่ 2 ได้ส่ง หนังสือ “ลับ” ด่วนที่สุด เรียกตัวผู้ยื่นคำร้อง เช่น “ศรีสุวรรณ จรรยา” ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน “ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร” นักวิชาการอิสระ และพยานที่เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำที่สำนักงาน กกต. ในระหว่างวันที่ 7-10 เม.ย. 2569 พร้อมหลักฐาน เพื่อทำความเห็นเสนอให้นายทะเบียนพิจารณาต่อไป
“ศรีสุวรรณ” เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือ “ลับ” จากสำนักงาน กกต. เพื่อไปให้ถ้อยคำต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ จากกรณีพรรคประชาชนเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอโดยให้ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการ เมือง 2560 หรือไม่ ในสัปดาห์หน้า ตามที่ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้แจ้งเบาะแสต่อ กกต. เมื่อ 17 ก.พ.2569 และ 13 มี.ค.2569
“ศรีสุวรรณ” กล่าวอีกว่า “การกระทำดังกล่าวทั้ง 2 กรณี มีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 หรือ PDPA กฎหมายอาญาผู้ใช้ จ้างวาน ตามมาตรา 84 และฝ่าฝืนรธน. 2560 มาตรา 32 ประกอบมาตรา 25 ถือเป็นภัยต่อข้อมูลของสมาชิกอันอาจเป็น การคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ อาจขัดต่อมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92 (3) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ซึ่งเป็นเหตุให้พรรคการเมืองที่ฝ่าฝืน อาจถูกศาล รธน.สั่งยุบพรรคได้”
ก่อนหน้านั้น “พรรคส้ม” เพิ่งได้รับข่าวร้าย เมื่อวันที่ 31 มี.ค. มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเห็นชอบร่างคำร้อง เพื่อยื่นศาลฎีกา กรณีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ขั้นตอนหลังจากนี้ จะส่งคำร้องให้กับ สำนักคดี ป.ป.ช. เพื่อยื่นคำร้องแก่ศาลฎีกาต่อไป ถ้าศาลฎีกา “ประทับรับฟ้อง” โดยไม่มีคำสั่งอื่นใด นั่นหมายความว่า “10 สส.ปชน.” ในสภาฯ ชุดปัจจุบัน จะต้องถูกสั่ง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ทันที
โดยเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วย 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 2.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 3.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 4.ณัฐวุฒิ บัวประทุม 5.รังสิมันต์ โรม 6.วาโย อัศวรุ่งเรือง 7.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ สส.แบบแบ่งเขต 2 คน คือ 9.ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.เขต 18 และ 10.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.เขต 33
โดย “ป.ป.ช.” เห็นว่า การเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อ รธน.และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่น และธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตาม รธน.และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ฯ
ความเห็นนี้ ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย เพราะเมื่อย้อนไปอ่านควินิจฉัยของศาล รธน. ที่มีมติเอกฉันท์ว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค ก.ก. (ในเวลานั้น) กับพรรค ก.ก. เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองฯ ตาม รธน. มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จากกรณี สส.ก้าวไกล ร่วมกันเสนอร่างพ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งให้เลิกการกระทำ อีกทั้ง “ไม่ให้แก้ไขมาตรา 112 ด้วยวิธีการซึ่งไม่ใช่กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย”
ด้าน “นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะมือกฎหมายของพรรคสีส้ม ออกมาบอกถึงแนวทางการต่อสู้คดี หลังคณะกรรมการป.ป.ช. มีมติยื่นศาลฎีกาพิจารณาคดี 44 สส.พรรคก.ก. ยื่นเสนอแก้ มาตรา 112 ว่า เตรียมคำร้องไว้ 3 เรื่อง คำร้องแรก เป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกา มีคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ โดยทั้ง 10 คนที่เป็น สส.อยู่ขณะนี้ ซึ่งเตรียมคำร้องเอาไว้อย่างน้อย 4 กลุ่ม คือกลุ่มที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้แก่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ชี้ให้ศาลได้เห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา จะต้องมีผู้นำสูงสุดของฝ่ายค้าน คือผู้นำฝ่ายค้านปฏิบัติหน้าที่ในสภา หากสูญเสียการปฏิบัติหน้าที่ไป ก็เป็นผลเสียกับระบอบประชาธิปไตยมากกว่า หรือกรณีของ “ศิริกัญญา ตันสกุล” ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของพรรคการเมือง ที่มีเสียงเกินกว่า 25 เสียง เราไม่รู้ว่าเปิดสภาไปจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีเลยหรือไม่ การเมืองเป็นไปได้ทั้งนั้น หรือแม้แต่กลุ่มของ สส.เขตที่เป็นตัวแทนของ พี่น้องปวงชนชาวไทยในเขตต่าง ๆ หรือ สส.บัญชีรายชื่อที่ถูกกำหนด ให้เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศด้วย ก็เตรียมคำร้องเอาไว้

นพ.วาโย กล่าวว่า คำร้องฉบับที่สอง เป็นคำร้องที่ขอให้ศาลไม่รับคำร้อง ด้วยเหตุผลทางกฎหมายต่าง ๆ เช่น อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่อาจขัด รธน.หรือไม่ ส่วน คำร้องฉบับที่สาม ขอศาลสั่งให้ ป.ป.ช.ย้อนกลับกระบวนพิจารณา เพราะเห็นว่า ป.ป.ช.ปฏิบัติขัดกับตัวกฎหมาย และระเบียบภายในของ ป.ป.ช.ในหลายขั้นตอน ตั้งแต่การแจ้งข้อกล่าวหา หรือแม้แต่กรณี “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” ที่มีการถูกกล่าวหาว่ารับส่วยทอง แต่ก็เป็นหัวหน้าคณะ ที่มาตรวจสอบ พวกเราก็ยื่นคำร้องไป ขอให้เปิดเผยกระบวนการทั้งหมด ที่ “สุชาติ” มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการพิจารณาที่มองว่าผิดระเบียบหลายข้อ เช่น ไม่เปิดโอกาสให้ทางพวกตน นำสืบพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร แต่ ป.ป.ช.ก็ยังไม่อนุญาต เห็นว่ากระบวนการแบบนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้กับผู้ถูกร้องต่อสู้ได้อย่างเต็มที่
มีรายงานว่า แกนนำพรรค ปชน. คาดว่า ป.ป.ช.อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ เพื่อตัดโอกาส ไม่ให้บรรดาแกนนำพรรค ปชน. ได้อภิปรายร่างนโยบายรัฐบาล เพราะเชื่อว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแกนนำรัฐบาล มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ “องค์กรอิสระ” เนื่องจากผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ส่วนใหญ่ ที่ถูกมองว่า เป็น “สว.สีน้ำเงิน”
ดังนั้น “พรรคสีส้ม” ต้องลุ้นว่า ศาลฎีกาจะประทับรับฟ้องหรือไม่ หลังป.ป.ช.ยื่นคำร้องคดี 44 สส.พรรค ก.ก. ทีมกฎหมายพรรคสีส้ม ก็จะยืนคัดค้านทันที
แต่ที่ผ่านมา แทบทุกสำนวน ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นจริยธรรม ศาลฎีกาจะประทับรับฟ้อง ซึ่งตามกฎหมาย ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที่
แต่ถึงแม้ทีมกฎหมายพรรค ปชน. จะยื่นคัดค้านสำนวนป.ป.ช. แต่ก็เตรียมรับมือ หากบทสรุปออกมาในทางลบ หลังจากการผ่านกระบวนการยุบพรรคมา 2 ครั้ง ไล่ตั้งแต่ “อนาคตใหม่” (อนค.) จนมาถึง“ก้าวไกล” (ก.ก.) และกลายมาเป็นพรรค ปชน. โดยเตรียมบุคคลขึ้นมาสานต่ออุดมการณ์ ที่เป็น “ตัวตึง” ที่ต้องเผชิญวิบากกรรม จนถึงขั้นต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ส่วนจะถึงขั้นตลอดชีวิตหรือไม่ ก็คงต้องลุ้นการวินิจฉัยของศาลฎีกา โดย ปชน. ได้เตรียมแผนไว้รองรับไว้เรียบร้อย ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว คือ การดัน สส.เขตหลายคน ที่ถูกกล่าวหา ขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น สามารถเลื่อนลำดับบัญชีถัดไปมาเป็น สส.แทนได้แบบ “ไร้รอยต่อ”
ถ้าผลลัพธ์ออกมาในทางเลวร้ายที่สุดคือ ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิทางการเมือง 10 สส.ปชน. ส่งผลให้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ส้ม จะมีการขยับอันดับเลื่อนขึ้นมาแทน 8 คน เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 32-39 ได้แก่ “ธนพร วิจันทร์” ปีกแรงงาน “กรุณพล เทียนสุวรรณ” รองโฆษกพรรค ปชน.“ณรงเดช อุฬารกุล” อดีตประธาน กมธ.เกษตรฯ “ชุติมา คชพันธ์” อดีตกรรมการ บจ.ส้มจี๊ดฯ ธุรกิจของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตผู้ชำนาญการประจำตัว “เจี๊ยบ อมรัตน์” “ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต สส.เพื่อไทย บ้านใหญ่เชียงใหม่ “นพณัฐ มีรักษา” หัวหน้าฝ่ายนโยบาย ปชน. “รัชนาท วานิชสมบัติ” อดีตข้าราชการท้องถิ่น “นิธิกร บุญยกุลเจริญ” หรือ “ปาล์ม” ผู้ร่วมก่อตั้ง 9Geek ร่วมกับ “เท้ง-ณัฐพงษ์” ทีมยุทธศาสตร์ดิจิทัลของพรรค
ส่วน 2 สส.กทม. อย่าง “ธีรัจชัย” และ“เท่าพิภพ” ไม่น่ากังวลมากนัก เพราะผลการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นชัดว่ากทม.กลายเป็น “เมืองหลวงสีส้ม” ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ส่งผู้สมัครรายใดไป ก็น่าจะชนะการเลือกตั้งกลับเข้าสภาฯ ตามเดิมไม่ยากนัก ดังนั้นแม้ 10 สส.ปชน.จะต้องพ้นจากเก้าอี้ไป แต่จำนวน สส.ส้ม ในสภาฯ ชุดปัจจุบัน ถ้าผลการเลือกตั้ง สส.กทม.ไม่ผิดพลาด จะยังคงเหลือรวม 120 คน ซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงโควตาเก้าอี้ กมธ. รวมถึงเสียงโหวตผ่านญัตติต่าง ๆ ในสภาฯ

สำหรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรค หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 “ศรายุทธิ์ ใจหลัก” เลขาธิการพรรค ปชน. เคยกล่าวไว้ว่า “จากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรค ปชน.เพลี่ยงพล้ำ พ่ายแพ้ในหลายพื้นที่ ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ ต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยการลาออก ซึ่งยืนยันว่า เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรก ไม่ได้เพิ่งมาคิดเอา ตอนที่พรรคแพ้การเลือกตั้ง”
มีข่าวว่า จะมีการนัดประชุมพรรค ปชน.ในเดือนเม.ย. โดยจะมีผลักดัน “อาจารย์ต้น-วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ผู้อยู่เบื้องหลังร่างนโยบายต่าง ๆ มาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่-ก้าวไกล หนึ่งในคนใกล้ชิด “กลุ่มเพื่อนเอก” มาเป็น หัวหน้าพรรคคนใหม่ เพราะจะเห็นว่า ระยะหลัง “วีรยุทธ” จะออกมามีบทบาทในการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องปัญหาวิกฤติพลังงาน
ส่วน “ณัฐพงษ์” จะลดระดับมาทำหน้าที่เลขาธิการพรรค ปชน.ไปชั่วคราว ในช่วงที่ถูกศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ (แต่ถ้าต้องคำสั่งศาลให้พ้นจากตำแหน่ง จะมีการหาตัวคนใหม่มาแทน ขณะที่แกนนำพรรค “แถว 3-4” เช่น “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” โฆษกพรรคคนปัจจุบัน ว่ากันว่า จะถูกดันเป็นรองหัวหน้าพรรค จากนี้ไปคงต้องลุ้นวิบากกรรมของพรรค ปชน. จะไปจบลงที่ตรงไหน
แต่ท่ามกลาง “วิกฤติรุมเร้ารัฐบาล” บางทีการเร่งปรับเปลี่ยน องคาพยพของพรรค อาจเป็นช่องทางให้พรรค มีโอกาสชิงอำนาจฝ่ายบริหาร เพราะการเมืองไทยความไม่แน่นอน คือความแน่นอน
……………………………………
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















