โศกนาฏกรรมซ้ำซาก กลายเป็น วิกฤติความมั่นคงของมนุษย์ ที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก หลังพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย “พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์-พรรคกล้าธรรม” สะท้อน ปัญหาฝุ่น PM 2.5
โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ กลายเป็นตลบอบฝุ่นขนาดยักษ์ กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง เด็ก คนชรา ผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน
ถึงกดดันรัฐบาลผลักดัน“พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ที่ถูกบรรจุเป็นสิทธิที่รัฐต้องคุ้มครองชาวบ้าน ไม่ใช่แค่บรรเทาสาธารณภัยเป็นครั้งคราว โดยจัดการเชิงโครงสร้างครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผ่านตัวชี้วัดที่ชัดเจนเป็นเคพีไอ (KPI) ไม่ใช่แค่ทำเป็นไฟไหม้ฟางแก้ตามฤดูกาล
หลัง “รัฐบาลอนุทินพลัส” ปิดจบแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “คุณหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ต้องการันตี “ไม่ตีตก” รับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดมาพิจารณาร่วมกันในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ
เลิกจัดงบประมาณแบบฉุกเฉิน เหมือนน้ำท่วม ภัยแล้ง พืชผลเกษตรราคาถูก ก็อนุมัติเยียวยาเฉพาะหน้า เหมือนให้ยาพาราฯ แก้ปวด แต่ไม่ได้จัดสรรงบประมาณเชิงระบบ
ขอย้ำหัวหมุด…รัฐบาลต้องมีเข็มมุ่งประกาศกลางรัฐสภา ตั้ง “กรรมาธิการวิสามัญแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5” เป็นจุดเริ่มต้นการตรวจสอบที่เข้มข้น
บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลต้องเร็วในการปกป้อง “กลุ่มเปราะบาง” อย่างน้อยมี “ห้องปลอดฝุ่น” จริงใจผลักดัน “กฎหมายอากาศสะอาด” กล้าชน “ต้นตอฝุ่น” ในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรพันธสัญญา
ทุกฝ่ายเรียกร้องรัฐบาล “อากาศสะอาดไม่ใช่ของประทานจากรัฐ แต่เป็นสิทธิที่ประชาชนต้องได้รับตามกฎหมาย” เป็นโจทย์หินที่รัฐบาลภายใต้แกนนำสีน้ำเงิน ต้องตอบสังคมให้ได้ภายในปี 2569
โดยเฉพาะ “รัฐบาลอนุทินพลัส” เจ้าของสโลแกน “พูดแล้วทำ” ในเมื่อ “คุณหนู” ประกาศก้องกลางที่ประชุมรัฐสภาที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ถึงนโยบายรัฐบาลด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมชัดเจน
ตั้งแต่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 พร้อมจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐาน จัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก โดยฟื้นฟูและขยายพื้นที่สีเขียว
ขอให้คนไทยขีดเส้นใต้เอาไว้ “คุณหนู” ให้คำมั่นที่ “บังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”
ทั้งหมดรัฐบาลขอดำเนินการติดตามความก้าวหน้า เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขอุปสรรคเชิงระบบ ให้บรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายและรายงานความก้าวหน้าต่อชาวบ้านแบบต่อเนื่องอย่างโปร่งใส
งานนี้กลไกรัฐสามารถควบคุมได้ทุกตารางนิ้ว เฉพาะเครือข่ายกระทรวงมหาดไทยจังหวัด ทั้งชุดรักษาความปลอดภัย (ชรบ.) เฉลี่ย 6 พันคนต่อจังหวัด หรือหมู่บ้านละ 10-15 คน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ราว 3 พันคนต่อจังหวัด
แถมมีอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) 8.3 พันคน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) 300 คน
กลไกมหาดไทยหูตาเป็นสับปะรด อย่าว่าแต่เผาป่า เผาแปลงเกษตร ต่อให้ยาบ้า 1 เม็ดตกอยูบนถนน รัฐยังรู้ว่าใครทำตก
ในสมัย “คุณหนู” เป็นรมว.มหาดไทย ช่วงปี 2568 เมื่อวันที่ 22 ม.ค. เคยสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอทั่วประเทศ ออกมาตรการสกัดการเผา ลดฝุ่น PM 2.5 จากต้นตอ กำชับลงพื้นที่ตรวจเข้มข้น พบใครฝ่าฝืนงัดกฎหมายดำเนินคดีเด็ดขาด
มายุคนี้ 1 เม.ย.2569 สั่งปลัดกระทรวงมหาดไทยพื้นที่ภัยพิบัติจังหวัดภาคเหนือ กำชับให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปบัญชาการในพื้นที่
“รมว.มหาดไทยคนเดิม” มีคำสั่งเหมือนเดิมทุกปีต่อปํญหาเดิม ๆ คราวนี้หากรัฐบาลอนุทินพลัสหมดปัญญาแก้ปัญหา PM 2.5 ที่ทางการควบคุมได้เกือบ 100%
คงไม่ต้องคาดหวัง “คุณหนู” รับมือวิกฤติพลังงานโลก วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ได้ เพราะเป็นปัจจัยอยู่นอกเหนือการควบคุมของไทย
……………………………….
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น



















