“บาฟส์” เสนอรัฐลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยาน ลดแรงกดดันเพิ่มค่าตั๋วเครื่องบิน ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมย้ำรัฐยังต้องสนับสนุนน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพราะเป้าหมาย Net Zero ของประเทศยังต้องไปต่อ
ราคาน้ำมันที่ดีดตัวสูงเป็นประวัติศาสตร์ กระทบทุกวงการรวมถึงน้ำมันอากาศยาน (Jet A-1) ที่ราคาเพิ่มมากกว่า 160% จาก 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นมากกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินเริ่มเพิ่มราคา และบางสายการบินตัดสินใจหยุดบางเที่ยวบินชั่วคราว
ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท เชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บาฟส์) เล่าสถานการณ์ว่า ในช่วงที่ผ่านมาสายการบินอาจจะพยายามไม่ปรับราคาขึ้นไปมาก เพราะใช้ราคาย้อนหลัง 1 เดือนคำนวณต้นทุน แต่หลังจากนี้ประเมินว่า ราคาน้ำมันที่ดีดตัวต่อเนื่องตลอดเดือนมี.ค.69 ที่ผ่านมาจะทำให้สายการบินแบกต้นทุนไม่ไหว จะทยอยปรับราคาตั๋วโดยสารอย่างจริงจัง เนื่องจากในราคาตั๋วนั้นมาจากต้นทุนน้ำมัน 30-40%

ทั้งนี้เห็นว่าเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ยังกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวได้ต่อไป รัฐบาลควรหันมาพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยานสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน ซึ่งจะเป็นผลมาถึงการรักษาระดับค่าตั๋วโดยสารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยานอยู่ที่ 4.726 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้แผนรองรับวิกฤติในส่วนของอุตสาหกรรมการบินก็ต้องมีรองรับด้วย เพราะคาดเดาสถานการณ์ได้ยาก เช่น แผนการปันส่วนน้ำมันอากาศยาน เช่น ต้องปันให้กับเที่ยวในประเทศที่เป็นเที่ยวบินด้านสาธารณสุขก่อนเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งของวิกฤติก็มีโอกาสของการส่งน้ำมันทางท่อ ซึ่งกระทรวงพลังงานส่งเสริมให้การขนส่งน้ำมันทางท่อเป็นระบบขนส่งน้ำมันหลักของประเทศ ลดการบรรทุกน้ำมันทางรถยนต์ ซึ่งเสี่ยงอุบัติเหตุ และก่อให้เกิดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม และการสึกหรอของท้องถนน ที่สำคัญต้นทุนภาพรวมของการขนส่งทางท่อถูกกว่าใช้รถบรรทุกน้ำมัน ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ระบุว่า เคยมีการศึกษาเปรียบเทียบตัวอย่างเส้นทางค่าขนส่งทางท่อกับทางรถยนต์ไว้ 2 กรณี พบว่าค่าขนส่งทางท่อจากโรงกลั่นมาบตาพุดไปภาคเหนือตอนล่างต่ำกว่าค่าขนส่งทางรถยนต์ ประมาณ 7% และค่าขนส่งทางท่อจากโรงกลั่นมาบตาพุดไปภาคเหนือตอนบนต่ำกว่าค่าขนส่งทางรถยนต์ ประมาณ 12% และยิ่งราคาน้ำมันสูงขึ้นแบบนี้ค่าขนส่งทางท่อจะต่ำกว่าทางรถมากขึ้นไปอีก
ดังนั้นการขนส่งน้ำมันทางท่อแทนขนส่งโดยรถบรรทุกจะเป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป โดยที่ผ่านมาราคาน้ำมันไม่ได้ดีดตัวแรง ทำให้การขนส่งน้ำมันทางท่อยังไม่มีผู้มาใช้บริการเต็มขีดความสามารถ ในปี 2568 คิดเป็น 55% ของความสามารถในการให้บริการเท่านั้น หรือมีน้ำมันผ่านท่อ 1,353 ล้านลิตรต่อปี จากขีดความสามารถของท่อสายเหนือ 2,452 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งลูกค้าบริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่ขนส่งผ่านระบบท่อ ได้แก่ กลุ่มบางจาก, เชลล์, บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (SFL) แบรนด์คาลเท็กซ์ และ OR

ทั้งนี้การขยายโครงข่ายการขนส่งน้ำมันทางท่อเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขนส่งทางท่อครอบคลุมให้มากที่สุด ในส่วนของการก่อสร้างโครงข่ายท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (อ่างทอง-สระบุรี) เข้ากับระบบคลังน้ำมันสระบุรีของ บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (Thappline) ระยะทางประมาณ 52 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายจากท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 1 จากคลังน้ำมันบางปะอินไปยัง กำแพงเพชร-คลังน้ำมันพิจิตร และระยะที่ 2 กำแพงเพชร-คลังน้ำมันนครลำปาง ขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือ รวมระยะทางกว่า 628 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการขนส่งน้ำมันทางท่อที่ยาวที่สุดในอาเซียน มีความคืบหน้าการก่อสร้างแล้วกว่า 70% เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในต้นปี 2570
โครงการนี้จะทำให้ปริมาณการส่งน้ำมันทางท่อเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2,400 ล้านลิตร เพิ่มศักยภาพการขนส่งน้ำมัน จากโรงกลั่นน้ำมันศรีราชาและโรงกลั่นน้ำมันมาบตาพุดที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกไปยังเขตพื้นที่ภาคเหนือ ผ่านระบบท่อส่งใต้ดินทดแทนการขนส่งด้วยรถบรรทุกน้ำมัน
แม้ตอนนี้ทั่วโลกจะโฟกัสไปที่ราคาพลังงาน แต่การไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำก็ยังทิ้งไม่ได้ในระยะยาว ม.ล.ณัฐสิทธิ์ บอกว่า ในภาคการบินกำลังติดตามการบังคับใช้เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ซึ่งเราต้องการให้รัฐบาลส่งเสริมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะจะช่วยให้อุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมาย Net Zero หากรัฐไม่ส่งเสริมก็เกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งการใช้ SAF ส่งผลดีต่อเกษตรกรด้วย เพราะไทยมีศักยภาพผลิต SAF จากพืชพลังงาน นอกจากนี้การที่เกิดวิกฤติราคาน้ำมันแพง SAF จะช่วยให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันได้ โดยหากมีการส่งเสริมการใช้พืชพลังงานเป็นวัตถุดิบ

ปัจจุบัน กรมธุรกิจพลังงานได้ประกาศให้เริ่มผสม SAF 1% ตั้งแต่ 1 ม.ค.69 ผ่านความสมัครใจของสายการบิน ซึ่งในช่วงแรกวัตถุดิบมาจากน้ำมันพืชใช้แล้วก่อน ด้วยเทคโนโลยี Hydroprocessed Esters and Fatty Acids (HEFA) แต่ยอมรับว่าการจัดหาวัตถุดิบในประเทศเราไม่เพียงพอ เพราะต้องการอย่างน้อย 60 ล้านลิตรต่อปีสำหรับการผสมในระดับ 1% จึงต้องมีการนำเข้า แต่ก็เชื่อว่าในอนาคตจะมีการพัฒนา เทคโนโลยี Alcohol-to-Jet (AtJ) ที่ใช้วัตถุดิบจากเอทานอล และก้าวไปสู่การพัฒนาในระยะต่อไป คือ Power-to-Liquid หรือการเปลี่ยนไฟฟ้าเป็นน้ำมัน
ในส่วนของ “บาฟส์” ได้ร่วมมือกับ EA เพื่อผลักดัน SAF โดยร่วมมือกันศึกษาโอกาสในการสร้างสถานีบริการผสมน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF Blending Facility) แบบ Open-Access เพื่อรองรับ SAF ที่ผลิตมาจากวัตถุดิบทางชีวภาพและวัตถุดิบอื่นๆ ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันอากาศแบบยั่งยืนของภูมิภาค
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ได้ประเมินตั้งแต่ต้นว่า วิกฤติครั้งนี้คาดเดาไม่ได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อกี่วัน ส่งผลต่อต้นทุนของทุกองค์กร ซึ่งจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ต้องเป็นองค์กรที่ยืดหยุ่นและปรับตัวจึงจะรอดได้ในภาวะวิกฤติแบบนี้

สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนตรงๆว่าสถานการณ์น่ายืดเยื้อแค่ไหนและอย่างไร และต้องรณรงค์ครั้งใหญ่ในการประหยัดไฟ และประหยัดพลังงาน ในส่วนของบาฟท์ก็กำลังดำเนินมาตรการประหยัดภายใน โดยตั้งเป้าหมายหมายประหยัดไฟฟ้าอยางน้อย 20% ใช้มาตรการ WFH โดยปิดออฟฟิศ 1 วันต่อสัปดาห์ เป็นต้น และให้รถเติมน้ำมันอากาศยานวิ่งให้ช้าลง เพื่อประหยัดน้ำมัน
ในช่วงวิกฤตินั้นแน่นอนว่าการพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานเป็นสิ่งสำคัญทั้งในระดับประเทศและในระดับชุมชน โดยบาฟท์กำลังติดตาม “โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน” ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อแห่ง รวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งเป็นนโยบายภายใต้รัฐบาลอนุทิน 1 ในส่วนของบาฟส์มีที่ดินเตรียมพร้อมไว้แล้ว และก็มีเครือข่ายชุมชนรอบคลังน้ำมันที่จะทำโครงการนี้ได้
“โครงการนี้อยากให้รัฐบาลผลักดัน เพราะไปช่วยลดค่าไฟให้ชุมชน เพิ่มรายได้เกษตรกร แล้วเราก็เชื่อว่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยลดการเผา และลดปัญหาฝุ่นได้ด้วย” ม.ล.ณัฐสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย
………….
รายงานพิเศษ : ศรัญญา ทองทับ



















