“เอกนัฏ” ลั่นจัดโครงสร้างพลังงานใหม่ รับวิกฤตตะวันออกกลางกระทบไทย

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

รมว.พลังงาน ชี้สถานการณ์พลังงานโลกผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง กระทบต้นทุนค่าครองชีพคนไทย ประกาศปฏิรูปกลไกกองทุนน้ำมัน–กดราคาหน้าโรงกลั่น พร้อมวางแนวทางลดภาระค่าไฟให้ผู้ใช้ไฟน้อย

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 10 เมษายน ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งมีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนกรณีคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานและผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ได้วางแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศครั้งสำคัญ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดโลก และลดผลกระทบต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน

นายเอกนัฏยอมรับว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง พร้อมระบุว่า รัฐบาลเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนที่สะท้อนผ่าน สส. และสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นายเอกนัฏกล่าวว่า ได้ใช้ความระมัดระวังในการบริหารจัดการ และมีแนวคิดจะ “ปรับโครงสร้างการทำงานใหม่” ในช่วงภาวะปกติ เนื่องจากมองว่ากองทุนมีบทบาทและอำนาจในการอุดหนุนราคาน้ำมันในระดับสูง จนปัจจุบันมีภาระติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท

พร้อมระบุว่า เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ จะมีการทบทวนกลไกและข้อจำกัดการทำงานของกองทุน เพื่อให้การบริหารราคาพลังงานมีความสมดุล และลดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

นายเอกนัฏยังกล่าวถึงกลไกราคาน้ำมันในช่วงวิกฤติว่า ไม่สามารถอ้างอิงกลไกตลาดได้อย่างปกติ โดยเฉพาะการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ซึ่งอาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงส่งผลต่อค่าการกลั่นที่อาจสูงเกินควร ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นเพียงพอรองรับความต้องการภายในประเทศ

ทั้งนี้ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้พิจารณามาตรการปรับส่วนลดหน้าโรงกลั่น โดยอิงจากต้นทุนและปัจจัยต่างๆ เช่น ค่าความเสี่ยงสงคราม ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย พร้อมระบุว่า หากค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอีก จะมีการทบทวนมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยบรรเทาภาระประชาชน โดยยืนยันว่าโรงกลั่นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

สำหรับข้อเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น นายเอกนัฏระบุว่า เป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ แต่มีผลกระทบต่อรายได้รัฐ จึงเสนอให้ใช้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ของรัฐบาล ในการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงแก่ประชาชนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงใช้กลไกกดราคาหน้าโรงกลั่นควบคู่กับการบริหารกองทุนน้ำมัน เพื่อควบคุมราคาขายปลีกไม่ให้กระทบค่าครองชีพ พร้อมย้ำว่าการบริหารสถานการณ์พลังงานจะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ไม่ใช้อารมณ์หรือความไม่แน่นอนเป็นตัวกำหนดนโยบาย

นายเอกนัฏยังกล่าวถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานว่า ขณะนี้สถานการณ์การนำเข้าน้ำมันดิบเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ แม้ในกรณีเลวร้ายที่สุด

พร้อมเตือนถึงความผิดปกติในการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภคว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างจริงจังและไม่ละเว้นผู้กระทำผิด โดยยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองประชาชนในช่วงวิกฤติพลังงาน

ด้านค่าไฟฟ้า นายเอกนัฏกล่าวว่า มีแนวทางลดภาระจาก 3.95 บาท เหลือ 3.88 บาท โดยใช้รายได้ของการไฟฟ้ามาชดเชยให้กับผู้ใช้ไฟในกลุ่มไม่เกิน 200 หน่วยแรก พร้อมยืนยันแนวคิดปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ให้เกิดความเป็นธรรม ผู้ใช้ไฟน้อยจ่ายถูก ผู้ใช้มากจ่ายตามสัดส่วน

ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลมีความพร้อมในการดำเนินนโยบายด้านพลังงานเพื่อบรรเทาภาระประชาชนในภาวะวิกฤติอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักความรอบคอบและเสถียรภาพของประเทศเป็นสำคัญ.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img