ซูเปอร์โพลชี้ปชช.มีความหวังแต่ไม่มั่นใจ ค้าขายดีกว่าโควิดแต่ติดหล่มค่าครองชีพ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เปิดผลสำรวจประสบการณ์ค้าขาย พบช่วงโควิดขายไม่ได้สูงถึง 63.6% ขณะที่ปัจจุบันดีขึ้นแต่ยังเหนื่อย คนส่วนใหญ่ 44.6% สะท้อนภาวะ “มีความหวัง แต่ไม่มั่นใจ” ร้องรัฐเร่งลดค่าครองชีพ-ต้นทุนรายย่อยด่วน ก่อนความหวังจะกลายเป็นความสิ้นหวัง

เมื่อวันที่ 15 เม.ย.ซูเปอร์โพล ได้ทำการสำรวจเรื่อง “ค้าขาย 2 วิกฤต โควิด กับ ปัจจุบัน”โดยครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 10–14 เมษายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,125 ตัวอย่าง ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±5% มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนประสบการณ์การค้าขาย ความรู้สึกต่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในห้วงเวลาที่ประชาชนกำลังเปรียบเทียบ


“วิกฤตเฉียบพลันในช่วงโควิด” กับ “แรงกดดันทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน”เมื่อพิจารณา สถานการณ์การค้าขายในช่วงวิกฤตโควิด พบว่า ประชาชนเพียง 14.8% ระบุว่า “ขายได้ดีมาก” ขณะที่ 21.6% ระบุว่า “พออยู่ได้” แต่มีสัดส่วนสูงถึง 33.9% ที่ตอบว่า “ขายไม่ดี” และอีก 29.7% ระบุว่า “ขายไม่ได้เลย” กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากรวมกลุ่มที่สะท้อนภาวะลำบากในการค้าขาย ได้แก่“ขายไม่ดี” และ “ขายไม่ได้เลย” จะมีสัดส่วนรวมกันถึง 63.6% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

ตัวเลขนี้ชี้อย่างชัดเจนว่า วิกฤตโควิดเป็นวิกฤตที่มีลักษณะ หยุดชะงักเฉียบพลันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับชีวิตประจำวัน เพราะการออกนอกบ้านลดลง การเดินทางถูกจำกัด และการค้าปลีกจำนวนมากเผชิญภาวะลูกค้าหายไปเกือบในทันที

ในทางตรงกันข้าม เมื่อพิจารณา สถานการณ์การค้าขายในช่วงปัจจุบัน ซึ่งในเอกสารระบุเป็นช่วง“วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง” พบว่า สัดส่วนของผู้ตอบที่ระบุว่า “ขายได้ดีมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 26.4% และ“พออยู่ได้” อยู่ที่ 34.8% ขณะที่ “ขายไม่ดี” ลดลงเหลือ 27.6% และ “ขายไม่ได้เลย”ลดลงอย่างมากเหลือเพียง 11.2% หากรวมกลุ่มที่ยังพอประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ คือ “ขายได้ดีมาก” กับ“พออยู่ได้” จะมีสัดส่วนรวม 61.2% สะท้อนว่าในมิติของการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นประชาชนจำนวนมากรับรู้ว่าปัจจุบันยัง ค้าขายได้มากกว่าช่วงโควิด อย่างมีนัยสำคัญเชิงสังคม แม้จะไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่หรือคุณภาพของรายได้ดีขึ้นเท่ากันทุกกลุ่มก็ตาม

ผลการเปรียบเทียบความรู้สึกระหว่างสองช่วงเวลาให้ภาพที่น่าสนใจมากขึ้น โดยพบว่า 44.3%ของประชาชนระบุว่า “ปัจจุบันดีกว่ามาก” ขณะที่ 30.7% มองว่า “พอ ๆ กัน” และ 25.0% เห็นว่า “แย่กว่า” โครงสร้างคำตอบเช่นนี้สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มรับรู้ว่าในมิติของ “การได้ค้าขาย” และ“การเดินหน้าชีวิต” ปัจจุบันดีกว่าช่วงโควิด แต่ก็ยังมีประชาชนถึงหนึ่งในสี่ที่เห็นว่าแย่กว่าซึ่งบ่งชี้ว่าความทุกข์ยากในปัจจุบันมิได้หายไป หากเพียงแต่เปลี่ยนรูปจากการ “ขายไม่ได้เพราะระบบหยุด”ไปเป็น “ขายได้แต่ยังไม่มั่นคง” หรือ “ขายได้แต่กำไรไม่พอ” มากขึ้น

ในมิติของ ความรู้สึกต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ผลสำรวจพบว่า ผู้ที่ระบุว่า “มีความหวังและมั่นใจ” มีเพียง 21.8% เท่านั้น ในขณะที่กลุ่มใหญ่ที่สุดคือผู้ที่ตอบว่า “มีความหวัง แต่ไม่มั่นใจ”สูงถึง 44.6% รองลงมาคือ “ไม่มีความหวังและไม่มั่นใจ” 23.7% และ “ไม่แน่ใจ” 9.9%

หากรวมกลุ่มที่ยังมีความหวังไม่ว่ามั่นใจหรือไม่ จะได้ 66.4% แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะผู้ที่ “มั่นใจ”จริงจะเหลือเพียงประมาณหนึ่งในห้าของประชาชนทั้งหมด นี่คือข้อค้นพบที่สำคัญอย่างยิ่งในเชิงสังคมศาสตร์ เพราะมันชี้ให้เห็นภาวะที่อาจเรียกได้ว่า “สังคมยังไม่สิ้นหวัง แต่ยังไม่มั่นใจ”ซึ่งเป็นภาวะกึ่งกลางระหว่างการประคองตัวกับความไม่แน่นอนทางอนาคต

สำหรับ ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล พบลำดับความต้องการที่ชัดเจนจากประชาชน 8 ประเด็น ได้แก่การต้องการให้ ลดค่าครองชีพทันที เช่น ค่าไฟ น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค สูงที่สุดที่ 78.5% รองลงมาคือกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานราก 72.1% และ ลดต้นทุนผู้ค้ารายย่อย 68.4% จากนั้นคือ ช่วยหาตลาด เพิ่มลูกค้า 61.3%, ควบคุมราคาสินค้าและแก้ปัญหาของแพง 59.4%, ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ค้าขายแผงลอย ไรเดอร์ ขนส่ง แรงงานอิสระ และเกษตรกร 54.3%, เพิ่มความโปร่งใสและสื่อสารข้อมูลเศรษฐกิจและน้ำมันให้ชัดเจน 49.5%, และ ข้อเสนออื่น ๆ เช่น การสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงในอนาคต 46.3%

ลำดับดังกล่าวสะท้อนอย่างเด่นชัดว่า ประชาชนไม่ได้มองเศรษฐกิจผ่านตัวเลขมหภาคเพียงอย่างเดียว แต่รับรู้ผ่าน“ต้นทุนชีวิตจริง” “กำลังซื้อจริง” และ “โอกาสในการมีลูกค้าจริง” ในชีวิตประจำวัน

จากชุดข้อมูลนี้ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า วิกฤตโควิด และ วิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน เป็นวิกฤตคนละชนิด แม้ต่างก็สร้างความทุกข์ให้ประชาชนเหมือนกัน วิกฤตโควิดเป็นวิกฤตแบบ การหยุดชะงักแบบฉับพลัน (acute disruption) กล่าวคือ ผู้คนออกจากบ้านน้อยลง การเดินทางและการพบปะลดลง ร้านค้าจำนวนมากขาดลูกค้าในทันที จึงเกิดสัดส่วน “ขายไม่ดี” และ “ขายไม่ได้เลย” รวมกันสูงถึง 63.6%

ส่วนปัจจุบันเป็นวิกฤตแบบ แรงกดดันเรื้อรัง (chronic pressure) ผู้คนยังออกมาใช้ชีวิตและยังทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ต้องเผชิญภาระค่าครองชีพสูง ต้นทุนสูง กำลังซื้ออ่อน และความไม่แน่นอนของรายได้ ดังนั้น ภาพของปัจจุบันจึงไม่ใช่การหยุดนิ่งทั้งระบบ แต่เป็นภาวะที่ “ระบบเดินได้


แต่ประชาชนจำนวนมากยังเดินอย่างเหนื่อย”ข้อค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความแตกต่างระหว่าง “ความหวัง” กับ “ความมั่นใจ” ประชาชนจำนวนมากยังมีความหวัง แต่ไม่ได้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นจริงในเร็ววัน การที่กลุ่ม “มีความหวัง แต่ไม่มั่นใจ” สูงถึง 44.6% บ่งบอกว่าฐานอารมณ์ของสังคมไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะรอดูท่าที รอหลักฐานรอสัญญาณจากนโยบาย มากกว่าจะอยู่ในภาวะพร้อมใช้จ่าย ลงทุนหรือขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลัง นี่เป็นจุดสำคัญเชิงนโยบาย เพราะในทางสังคมศาสตร์ความเชื่อมั่นไม่ใช่เพียงอารมณ์ แต่เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เช่น การตัดสินใจใช้จ่าย การกู้ยืม การลงทุนรายย่อย และการขยายกิจการของครัวเรือน

ข้อมูลข้อเสนอแนะจากประชาชนยังสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำอธิบายเชิงเทคนิค แต่คือ การบรรเทาความตึงตัวในชีวิตจริง ข้อเรียกร้องอันดับต้น ๆ ทั้งการลดค่าครองชีพ 78.5%, กระตุ้นกำลังซื้อ 72.1%, และลดต้นทุนผู้ค้ารายย่อย 68.4% ล้วนเป็นนโยบายที่มุ่งแก้ “เศรษฐกิจฐานชีวิต”มากกว่า “เศรษฐกิจฐานดัชนี” กล่าวคือ ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ไหลลงสู่ชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรมก่อน จึงจะเปลี่ยนจาก “มีความหวัง แต่ไม่มั่นใจ”ไปสู่ “มีความหวังและมั่นใจ” ได้จริง

เมื่อนำผลทั้งหมดมาสังเคราะห์ร่วมกัน จะเห็นภาพสังคมไทยใน 3 ระดับ ระดับแรก คือ ระดับประสบการณ์ตรง ประชาชนรับรู้ตรงกันค่อนข้างมากว่า ช่วงโควิดหนักกว่าในแง่การหยุดชะงักของการค้าขาย เพราะคนไม่ออกมาและกิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดอย่างฉับพลัน ขณะที่ปัจจุบันยังพอค้าขายได้มากขึ้น ระดับที่สอง คือ ระดับความรู้สึกทางเศรษฐกิจ แม้จะค้าขายได้มากขึ้น แต่ประชาชนยังไม่สบายใจ เพราะรายได้ที่เกิดขึ้นอาจไม่สมดุลกับค่าใช้จ่าย ภาวะนี้ทำให้สังคมไม่ได้มองเศรษฐกิจดีขึ้นแบบโล่งใจเต็มที่
แต่เป็นการดีขึ้นแบบ “ระวังตัว” และ “ยังไม่วางใจ”

ระดับที่สาม คือ ระดับความเชื่อมั่นต่ออนาคต สังคมยังมี hope สูงกว่าความสิ้นหวัง แต่ confidence ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากรัฐบาลสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมที่ทำให้คนรู้สึกได้จริง ก็มีโอกาสสูงที่จะยกระดับความเชื่อมั่นของสังคมได้ เพราะฐานของความหวังยังคงมีอยู่มากพอสมควร

การตีความเจาะลึกที่สำคัญ ได้แก่

  1. โควิดเป็นวิกฤตของการหยุดชะงัก ส่วนปัจจุบันเป็นวิกฤตของความเปราะบางต่อเนื่อง
  2. การฟื้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้แปลว่าความเชื่อมั่นฟื้นตาม
  3. กลุ่ม “มีความหวัง แต่ไม่มั่นใจ” เป็นกลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญที่สุด
  4. นโยบายที่ประชาชนต้องการมีลักษณะ targeted practical everyday policy
  5. ความโปร่งใสในการสื่อสารข้อมูลเศรษฐกิจยังเป็นองค์ประกอบของความเชื่อมั่น

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ข้อเสนอแรก รัฐบาลควรแยก “การประคองชีวิต” กับ “การฟื้นความเชื่อมั่น”
ข้อเสนอที่สอง ใช้มาตรการเฉพาะกลุ่มและเฉพาะพื้นที่มากขึ้น
ข้อเสนอที่สาม ขยับจากช่วยรายจ่ายไปสู่การเพิ่มรายได้และโอกาส
ข้อเสนอที่สี่ ทำ quick wins ที่ประชาชนสัมผัสได้
ข้อเสนอที่ห้า พัฒนาการสื่อสารสาธารณะให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง

กล่าวโดยสรุป ผลสำรวจนี้ชี้ว่า โควิดเป็นวิกฤตหยุดชะงักที่หนักกว่าในเชิงการค้าขาย
แต่ปัจจุบันเป็นวิกฤตเชิงความเปราะบางของความเชื่อมั่น ประชาชนยังมีความหวัง แต่ยังไม่มั่นใจ หากสามารถลดค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ ลดต้นทุนผู้ค้ารายย่อย เพิ่มโอกาสทางรายได้ และสื่อสารอย่างโปร่งใสได้อย่างเป็นรูปธรรม ความหวังจะค่อย ๆ แปรเป็นความมั่นใจ และความมั่นใจจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมในระยะต่อไป

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img