Industrial Decarbonization : Trends & Outlook
“…..ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรม คือต้นเหตุของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ประมาณ 25-30% ของทั่วโลก โดยส่วนใหญ่เกิดจากการผลิตเหล็กกล้า ซีเมนต์ และการผลิตเคมีภัณฑ์ที่ใช้พลังงานสูง….”
การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม Industrial Decarbonization เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Reducing Greenhouse Gas : GHG Emissions จากกระบวนการผลิต และอุตสาหกรรมหนัก Manufacturing & Heavy Industry ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน Energy Efficiency, การเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้า Electrification, การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง Fuel Switching เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen : H2 และการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการจัดเก็บคาร์บอน Carbon Capture, Utilization & Storage : CCUS .. สิ่งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ ภายในปี 2593 โดยมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซสูง เช่น เหล็กกล้า Steel, ซีเมนต์ Cement และเคมีภัณฑ์ Chemicals .. กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้สูงสุด Maximizing Resource Efficiency และการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล Adopting Renewable Energy to Replace Fossil Fuels ..

การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม Industrial Decarbonization นั้น นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นมา จุดสนใจทั่วโลกได้เปลี่ยนจาก “ความเป็นไปได้ทางเทคนิค Technical Feasibility” ไปสู่ ”การดำเนินการเชิงพาณิชย์ Commercial Execution” โดยเน้นหนักไปที่การทำให้เทคโนโลยีสีเขียว Green Technologies สามารถนำไปใช้ได้จริง และขยายขนาดได้ ..
อย่างไรก็ตาม เสาหลักของการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม Pillars of Industrial Decarbonization เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์สุทธิ To Achieve Net-Zero Targets นั้น ภาคอุตสาหกรรม Industrial Sector ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงกัน 4 ประการ ดังนี้ :-
1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน Energy Efficiency : พวกมันคือ “ขั้นตอนแรกFirst Step” ที่คุ้มค่าที่สุด Most Cost-Effective ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ Waste Heat Recovery, การผลิตอัจฉริยะ Smart Manufacturing และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการอุตสาหกรรมด้วยปัญญาประดิษฐ์ Artificial intelligence : AI-Driven Industrial Process Optimization ..
2. การปรับเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม Industrial Electrification : การเปลี่ยนระบบทำความร้อนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล Replacing Fossil Fuel-Based Heating เช่น หม้อไอน้ำ Boilers และเตาเผา Kilns เป็นต้นไปใช้ทางเลือกกำลังไฟฟ้า Electric Alternatives ทดแทน เช่น ปั๊มความร้อนอุตสาหกรรม Industrial Heat Pumps, ระบบทำความร้อนแบบเหนี่ยวนำ Induction Heating, เตาหลอมโลหะไฟฟ้า Electric Arc Furnace : EAF และระบบพลาสมา Plasma Systems เป็นต้น ..

3. การใช้เชื้อเพลิง และวัตถุดิบคาร์บอนต่ำ Low-Carbon Fuels & Feedstocks : การเปลี่ยนไปใช้ไฮโดรเจนสีเขียว Transitioning to Green Hydrogen : H2, เชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuels และเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์ e-Fuels หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ Synthetic Fuels เพื่อทดแทนถ่านหิน Coal, น้ำมัน Oil และก๊าซธรรมชาติ Natural Gas ในกระบวนการทางอุตสาหกรรม และการผลิตกำลังไฟฟ้า Industrial Processes & Power Generation ที่ใช้ความร้อนสูง High-Heat Processes ..
4. การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการจัดเก็บคาร์บอน Carbon Capture, Utilization & Storage : CCUS : การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ Carbon Dioxide : CO2 ณ จุดปล่อยคายในภาคอุตสาหกรรม หรือจากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีการปล่อยมลพิษปริมาณสูงอันเป็นผลพลอยได้จากปฏิกิริยาเคมี Byproduct of Chemical Reactions เช่น การผลิตซีเมนต์ และปูนขาว Cement & Lime Production เป็นต้น ..

ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรม Industrial Sector คือ ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Carbon Dioxide : CO2 Emissions อยู่ที่ประมาณ 25-30% ของทั่วโลก โดยส่วนใหญ่เกิดจากการผลิตเหล็กกล้า ซีเมนต์ และการผลิตเคมีภัณฑ์ที่ใช้พลังงานสูง Energy-Intensive Manufacturing of Steel, Cement & Chemicals .. แหล่งที่มาสำคัญ ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล Burning Fossil Fuels ในสถานที่ที่เป็นโรงงาน อยู่ที่ 60-70% ของทั้งหมดในกระบวนการทางอุตสาหกรรม Industrial Processes และการบริโภคกำลังไฟฟ้า Electricity Consumption ..
โดยทั่วไป ภาคอุตสาหกรรม Industry sector จะผลิตสินค้า และวัตถุดิบ Goods & Raw Materials ที่มนุษยชาติใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก๊าซเรือนกระจก Greenhouse Gases : GHGs ที่ปล่อยคายออกมาในระหว่างกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “การปล่อยก๊าซโดยตรง Direct Emissions” ซึ่งเกิดขึ้นภายในโรงงาน และ “การปล่อยก๊าซโดยอ้อม Indirect Emissions” ซึ่งเกิดขึ้นนอกโรงงานแต่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังไฟฟ้าของโรงงานนั้น ..
ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซโดยตรง Direct Emissions นั้น เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง Burning Fuels เพื่อผลิตพลังงาน Energy, กำลังไฟฟ้า Electrical Power หรือความร้อน Heat ผ่านปฏิกิริยาเคมี Chemical Reactions และมาจากการรั่วไหลจากกระบวนการ หรืออุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม โดยการปล่อยก๊าซโดยตรงส่วนใหญ่ Most Direct Emissions มาจากการบริโภคเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตพลังงาน Consumption of Fossil Fuels for Energy ภายในโรงงาน .. สัดส่วนการปล่อยก๊าซโดยตรง ซึ่งมีปริมาณอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 นี้นั้น มาจากการรั่วไหลจากระบบก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเลียม Leaks from Natural Gas & Petroleum Systems, การใช้เชื้อเพลิงในการผลิต Use of Fuels in Production เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการผลิตพลาสติก Petroleum Products Used to Make Plastics และปฏิกิริยาเคมีในระหว่างการผลิตเคมีภัณฑ์ หรือโลหะ Chemical Reactions During the Production of Chemicals or Metals เช่น เหล็ก และเหล็กกล้า Iron & Steel และแร่ธาตุ Minerals เช่น ซีเมนต์ Cement เป็นต้น ..
ขณะที่ การปล่อยก๊าซโดยอ้อม Indirect Emissions เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงไฟฟ้า Burning Fossil Fuel at a Power Plants เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า Make Electricity ซึ่งจากนั้นจะถูกส่งจ่ายนำไปใช้โดยโรงงานอุตสาหกรรม Industrial Facilities เพื่อขับเคลื่อนอาคาร และเครื่องจักรในโรงงาน Power Industrial Buildings & Machinery นั่นเอง ..
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency : IEA ชี้ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก Global Industry Sector Emissions ในปี 2567-2568 มีลักษณะเด่น คือ ปริมาณที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน Energy-Related Carbon Dioxide : CO2 พุ่งสูงถึง 37.8 กิกะตัน GT ในปี 2568 แม้ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมโดยตรงจะลดลง 2.3% ก็ตาม ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ Emerging Economies เช่น จีน China และอินเดีย India เป็นต้นนั้น คือ ตัวขับเคลื่อนให้เกิดการเพิ่มขึ้น แต่ภูมิภาคที่พัฒนาแล้ว Developed Regions กลับพบว่ามีการลดลงบ้าง .. แนวโน้มสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในบางพื้นที่ แม้ว่าอาจจะชะลอตัวลงบ้าง ในบางภาคส่วน โดยมีการเติบโตอย่างมากในภาคการขนส่งทางรถบรรทุก Substantial Growth in Trucking และเคมีภัณฑ์ Chemical Sectors ได้ชดเชยการลดลงในภาคการบิน และซีเมนต์ Reductions in Aviation & Cement ..
ทั้งนี้ แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญระดับโลก Key Global Industry Emissions Trends ในปี 2567-2569 สรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้ :-
– การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ Record Emissions : การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก Global Energy Related CO2 Emissions เพิ่มขึ้น 0.8% จากปี 2567 สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 37.8 กิกะตัน GT ในปี 2568 โดยมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในภาคกำลังไฟฟ้า และอุตสาหกรรม Power & Industrial Sectors ..
– ความเหลื่อมล้ำในระดับภูมิภาคRegional Disparities : ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ Emerging Economies โดยเฉพาะจีน China และอินเดีย India เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของความต้องการพลังงาน Majority of the Growth in Energy Demand ซึ่งในทางกลับกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว Emissions in Advanced Economies ลดลง 1.1% เหลือ 10.9 พันล้านตัน Billion Tonnes ..
– ปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะภาคส่วน Sectoral Drivers : ในขณะที่บางภาคส่วนมีการปรับปรุงให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงได้ แต่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคการผลิต Manufacturing, การขนส่งทางรถบรรทุก Trucking และเคมีภัณฑ์ Chemicals ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น โดยแนวโน้มเฉพาะภาคส่วน Sector-Specific Trends ได้แก่ :-
– การขนส่งทางรถบรรทุก และเคมีภัณฑ์ Trucking & Chemicals : พบว่า การขนส่งทางรถบรรทุก และเคมีภัณฑ์ Trucking & Chemicals คือ ภาคส่วนสำคัญที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูง โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Carbon Dioxide : CO2 มาจากการขนส่งทางถนน ส่งผลให้เกิดความเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่เชื้อเพลิงยั่งยืน Sustainable Fuels และยานยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicles : EVs เพื่อลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน Reduce Carbon Emissions in the Supply Chain ..
– ซีเมนต์ และการบินCement & Aviation : แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และการบินมีทิศทางลดลง Experienced Declines โดยภาคการบิน Aviation ลดลง 8.4% ในแนวโน้มล่าสุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืน ..
– เหล็กกล้าSteel : แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมเหล็ก และเหล็กกล้า Steel Industry ยังคงเป็นภาคส่วนที่มีความเข้มข้นสูง Remains a High-Intensity และถือเป็นภาคส่วนท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Challenging Sector to Abate .. ทั้งนี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก Heavy Industry Group นั้น อุตสาหกรรมเหล็ก และเหล็กกล้า Steel Industry ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง Direct CO2 Emissions อยู่ที่ประมาณ 7-9% ของการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมหนักทั่วโลก ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ ..
– กระบวนการทางอุตสาหกรรมIndustrial Processes : แม้ว่า ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดก็ตาม แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม Direct Emissions from Industrial Processes กลับลดลง 2.3% ในปี 2567 ..
– ความเข้มข้นของการใช้พลังงานEnergy Intensity : อัตราการปรับปรุงความเข้มข้นของการใช้พลังงาน หมายถึง การใช้พลังงานต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ Energy Use per Unit of GDP นั้น ชะลอตัวลงเหลือ 1% ในปี 2567 ซึ่งลดลงจากอัตราที่สูงกว่าในปีก่อนหน้านี้ ..
– แนวโน้มในอนาคต Future Outlook : เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ To Meet Net-Zero Targets นั้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม Industry GHG Emissionsจำเป็นต้องลดลงเกือบ 25% ภายในปี 2573 หรือประมาณ 3% ต่อปี ซึ่งจำเป็นต้องเร่งในประเด็นของประสิทธิภาพ Efficiency, การปรับเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า Electrification และการดักจับคาร์บอน Carbon Capture อย่างมุ่งมั่นให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน .. ทั้งนี้ เชื่อมั่นได้ว่า การดำเนินการอย่างจริงจังในทุกภาคส่วนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ Achieved Net-Zero Greenhouse Gas : GHG Emissions Target ได้ ภายในปี 2593 ..
ภาคอุตสาหกรรม Industrial Sector กำลังเปลี่ยนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ Turning Net Zero Goals into Practice ..
ภาคอุตสาหกรรม Industrial Sector รวมถึงการผลิต Manufacturing และห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงกัน Interconnected Value Chains นั้น มีส่วนรับผิดชอบทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก Global Greenhouse Gas : GHG Emissions อยู่ที่เกือบ 30% ทำให้พวกเขา กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์สุทธิ ภายในปี 2593 ..
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้เล่นสำคัญในเศรษฐกิจโลก Crucial Player in the Global Economy ที่มีเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากมาย การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม Decarbonizing the Industrial Sector จึงไม่ใช่เรื่องง่าย .. การเปลี่ยนผ่านไปสู่การปล่อยก๊าซเป็นศูนย์สุทธิ Transition to Net zero Emissions ไม่ใช่เพียงแค่ความจำเป็นด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว Long-Term Competitiveness และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรม Sustainable Development of the Industry มาพร้อมอีกด้วย ..
สำหรับบริษัทต่าง ๆ นั่นหมายถึง การคิดใหม่ และการปรับโครงสร้างพื้นฐานของรูปแบบการผลิต และการดำเนินงาน Fundamental Rethinking & Restructuring of Production & Operational Models เพื่อจัดการกับขอบเขตการปล่อยก๊าซมลพิษที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายทางการเงิน Financial, ความท้าทายทางเทคนิค Technical และความท้าทายการจัดองค์กร Organizational Challenges ..
เมื่อคำนึงถึงการลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่คุณค่าของภาคอุตสาหกรรม พบว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน GHG Protocol ในขอบเขตที่สาม Scope 3 Emissions ถือเป็นความท้าทายที่ซับซ้อน .. ขอบเขตที่สาม Scope 3 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมทั้งหมดที่ไม่รวมอยู่ในขอบเขตที่สอง Scope 2 ซึ่งเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า Value Chain ของบริษัทฯ ที่รายงาน รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งต้นน้ำ และปลายน้ำ Upstream & Downstream Sources ..
ทั้งนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่สาม Reducing Scope 3 Emissions เป็นเรื่องท้าทายเนื่องจากความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก Complexity of Global Supply Chains, ความยากลำบากในการสร้างความร่วมมือ Difficulties in Establishing Partnerships และความจำเป็นในการขยายขนาดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการลดการปล่อยคาร์บอน Need to Scale the Technological Shift Required for Decarbonization .. บริษัทฯ ต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรม เผชิญกับช่องว่างความรู้ และความลังเลที่จะเปลี่ยนแปลง รวมถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากร นอกจากนี้ มาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกัน Inconsistent Standards, โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ Inadequate Infrastructure และการมองเห็นที่จำกัดตลอดห่วงโซ่อุปทาน Limited Visibility across Supply Chains ทำให้การวัด และการจัดการต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพนั้น เป็นเรื่องยาก ..

อย่างไรก็ตาม การเอาชนะอุปสรรคในการลดการปล่อยคาร์บอนในขอบเขตที่สาม Overcoming Barriers to Scope 3 Decarbonization คือ สิ่งสำคัญสำหรับบริษัทฯ ต่าง ๆ ที่มุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ Achieve Net Zero Emissions ในจังหวะ และขนาดที่เหมาะสม ..
เพื่อช่วยเหลือบริษัทฯ ต่าง ๆ ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการเปลี่ยนแปลงนี้ ตั้งแต่การสร้างรากฐาน ไปจนถึงการเริ่มต้นจากภายใน และการค้นหาเส้นทางผ่านห่วงโซ่คุณค่า Pathway through Value Chains และระบบนิเวศอุตสาหกรรม Industrial Ecosystem .. ศูนย์การผลิตขั้นสูง และห่วงโซ่อุปทานของสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum : WEF’s Centre for Advanced Manufacturing & Supply Chains จึงได้จัดทำโครงการเร่งรัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ Industry Net Zero Accelerator Initiative ขึ้น โดยร่วมมือกับกลุ่มวิจัยนโยบายระดับโลกที่ไม่แสวงหาผลกำไร ในชื่อ Cambridge Industrial Innovation Policy : CIIP สังกัดสถาบันการผลิต มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ Institute for Manufacturing, University of Cambridge, บริษัท Capgemini, Rockwell Automation และ Siemens เป็นต้น ..
โครงการระดับโลกของ World Economic Forum : WEF นี้ ได้พัฒนากรอบการทำงาน Framework ที่ครอบคลุม 10 ขั้นตอน เพื่อเป็นแนวทางให้บริษัทต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ .. กรอบการทำงานนี้ ทำหน้าที่เป็นแผนที่นำทางสำหรับการบูรณาการแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนในทุกด้านของการดำเนินงานทางธุรกิจ Roadmap for Integrating Sustainable Practices Throughout All Aspects of Business Operations ตั้งแต่การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเบื้องต้น Initial Emissions Assessment ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย Stakeholder Engagement และการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน และกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง Continuous Improvement of Supply Chains & Production Processes โดยการทำงานร่วมกับชุมชนผู้บริหารอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต Collaborating with a Growing Community of Industry Executives .. โครงการนี้ มีเป้าหมายที่จะทำให้การเดินทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น ผ่านการเผยแพร่ความรู้เชิงปฏิบัติ และการแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด Knowledge & the Sharing of Best Practices ..
นอกจากนี้ โครงการยังสำรวจอย่างละเอียดถึงวิธีการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่สาม Scope 3 Emissions และได้พัฒนากรอบการทำงานที่ครอบคลุมเกี่ยวกับโอกาสในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิในภาคการผลิต และห่วงโซ่คุณค่า ด้วยกรอบแนวคิด “ไม่มีข้อแก้ตัว No – Excuse Framework” ซึ่งประกอบด้วยระดับการดำเนินการ 4 ระดับ ได้แก่ การริเริ่มการเปลี่ยนแปลงภายใน Initiating Internal Changes, การเสริมสร้างศักยภาพของห่วงโซ่อุปทาน Empowering the Supply Chain, การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศอุตสาหกรรม Leveraging Industrial Ecosystems และการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปสู่ความยั่งยืน Fostering a Cultural Shift Towards Sustainability คือ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม Industries Aiming to Reduce their Environmental Footprint ..
ทั้งนี้ ด้วยขนาดของความท้าทายด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิในปัจจุบัน Scale of Today’s Net-Zero Challenges นั้น ไม่มีองค์กร หรือภาคอุตสาหกรรมใด สามารถรับมือกับการลดการปล่อยคาร์บอนได้เพียงลำพัง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด Requires Close Collaboration ทั้งระหว่างภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงตลอดห่วงโซ่คุณค่า Entire Value Chain ไปพร้อมด้วย นั่นเอง โดยภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม Government & Industry ต้องทำงานร่วมกันในฐานะพันธมิตร เพื่อให้แน่ใจว่า แผนธุรกิจของการลงทุนในระยะสั้น และระยะยาวด้านการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมนั้น มีความเหมาะสม ..
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การเปลี่ยนผ่านสู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ Net-Zero Transition ต้องการการลงทุนขนาดใหญ่ และต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางอุตสาหกรรม Requires Large & Ongoing Investment throughout the Industrial Value Chain .. เทคโนโลยีบางอย่างที่จำเป็นนั้น อยู่เหนือขอบเขตของภาคอุตสาหกรรมใดภาคอุตสาหกรรมหนึ่ง และเป็นความพยายามทางสังคมที่ต้องการการสนับสนุน และการยอมรับจากสาธารณชน .. เครื่องมือเชิงนโยบายสาธารณะ Public Policy Tools เช่น กลไกการกำหนดราคาคาร์บอน Carbon Pricing Mechanisms จะมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจที่เป็นกลางทางคาร์บอน Carbon Neutral Economy และต้องได้รับการออกแบบในลักษณะที่ฝังต้นทุนคาร์บอนไว้ตลอดห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด Embeds Carbon Costs Across Whole Value Chains และทำให้โซลูชันข้อไขคาร์บอนต่ำ Low-Carbon Solutions มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ..
ผู้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน Actors from All Sectors ต้องร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความต้องการของตลาดสำหรับโซลูชันข้อไขคาร์บอนต่ำ และแบบหมุนเวียน Low-Carbon & Circular Solutions ตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางอุตสาหกรรม Industrial Value Chain .. ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ การบูรณาการประสิทธิภาพของคาร์บอนต่ำ และความเป็นวงจรควบคู่ไปกับเกณฑ์ดั้งเดิม เช่น ความปลอดภัย Safety, ต้นทุน Cost, ความยืดหยุ่น Resilience และความทนทาน Durability .. การดำเนินการนี้ ต้องทำในลักษณะที่เคารพหลักการความเป็นกลางทางเทคโนโลยี Principles of Technology Neutrality และประสิทธิภาพตลอดวงจรชีวิต Lifecycle Performance ..
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม Industry Actors ยังสามารถแสดงบทบาทผู้นำในการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคส่วนของตนได้ .. ตัวอย่างที่โดดเด่นในบริษัท Holcim ซึ่งเป็นบริษัทวัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์ชั้นนำระดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่เน้นนวัตกรรมการก่อสร้างที่ยั่งยืนสีเขียว ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันข้อไขการก่อสร้างที่สร้างสรรค์ และยั่งยืน Innovative & Sustainable Construction กำลังรับบทบาทผู้นำดังกล่าว .. การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Carbon Dioxide : CO2 Emissions ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของพวกเขาจากการขนส่งวัสดุไปยังลูกค้า ระหว่างโรงงาน และสถานีจัดจำหน่าย คิดเป็น 27% ของการปล่อยก๊าซทางอ้อมทั้งหมดของบริษัทฯ
ตามขอบเขตที่สาม Total Indirect Scope 3 Emissions ซึ่งพวกเขาต้องขับรถประมาณ 2 พันล้านกิโลเมตรต่อปี เพื่อขนส่งผลิตภัณฑ์ของพวกเขา โดยประมาณ 95% เป็นรถบรรทุกดีเซล Diesel Trucks .. ดังนั้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซจากการขนส่งปลายทาง Reduce Emissions from Downstream Transportation พวกเขาจึงกำลังปรับปรุงเส้นทาง และปริมาณการบรรทุก เปลี่ยนปริมาณการขนส่งจากทางถนนไปเป็นทางน้ำ หรือทางรถไฟ จัดฝึกอบรม และตรวจสอบพฤติกรรมของคนขับ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน และลดการใช้เชื้อเพลิง และค่อย ๆ เปลี่ยนเชื้อเพลิงดีเซล Diesel Fuel ไปเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Eco-Friendly Fuels ในกองยานพาหนะ เป็นต้น ..
นอกจากนั้น คาดหมายได้ว่า การใช้งานเทคโนโลยีรุ่นใหม่ Deployment of Next-Generation Technologies เช่น การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการจัดเก็บคาร์บอน Carbon Capture, Utilisation & Storage : CCUS นั้น กำลังเกิดขึ้นจริงอย่างกว้างขวางแล้ว .. ปัจจุบัน มีการสำรวจศักยภาพการใช้เทคโนโลยี CCUS Technology ในภาคอุตสาหกรรม Industrial Sector ด้วยโครงการนำร่องขนาดใหญ่มากกว่า 30 โครงการทั่วโลก โดยนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ Recycling Carbon Dioxide : CO2 from Factories ตั้งแต่การทำฟาร์มเกษตรกรรมแนวตั้ง Vertical Farming ไปจนถึงการผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน Alternative Fuel for Aviation ..
สำหรับการลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า Decarbonization in Steel Industry นั้น ในปี 2569 อุตสาหกรรมเหล็กกล้า Steel Industry ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 8% ของโลก ได้มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ อุตสาหกรรมได้เปลี่ยนจาก “โครงการนำร่องPilot Projects” ไปสู่ ”ขั้นตอนการคัดเลือกSorting Phase” โดยบริษัทฯ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การผลิตมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำตามมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง จะเริ่มสูญเสียการเข้าถึงตลาด โดยเฉพาะในยุโรป Europe .. การผลิตเหล็กกล้ากำลังเปลี่ยนจากเตาหลอมแบบดั้งเดิมที่ใช้คาร์บอนสูง Carbon-Heavy Blast Furnaces ไปสู่กระบวนการที่ใช้กำลังไฟฟ้า และไฮโดรเจน Electrified & Hydrogen : H2-Based Processes ..
เหล็กที่ปล่อยคาร์บอนลดลงโดยตรงด้วยไฮโดรเจน Hydrogen – Based Direct Reduced Iron : H-DRI ปัจจุบัน ถือเป็น “มาตรฐานทองคำGold Standard” สำหรับเหล็กกล้าขั้นต้น Primary Steel โดยใช้ไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen : H2 แทนถ่านหิน Replaces Coal โดยปล่อยคายเพียงไอน้ำ .. โรงงานขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์ เช่น บริษัทร่วมทุน Hydrogen Breakthrough Ironmaking Technology : HYBRIT ที่ก่อตั้งโดยบริษัทแร่เหล็ก SSAB และบริษัทผู้จัดหาพลังงาน Vattenfall ในสวีเดน ได้ผลิต “เหล็กกล้าปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์จากเหล็กรีไซเคิล Zero Carbon Emissions from Recycled Steel” ซึ่งถือเป็นแบรนด์แรกของโลก พร้อมส่งมอบให้บริษัท Volvo Group ใช้งานต่อไป และจะดำเนินการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ ในปี 2569 นี้ ซึ่งหมายความว่า บริษัท SSAB มีข้อเสนอที่ครอบคลุมสำหรับเหล็กกล้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ และไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ใด ๆ อีก ..
ปัจจุบัน เตาหลอมไฟฟ้า Electric Arc Furnaces : EAF กำลังจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตของกำลังการผลิตใหม่ในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า เมื่อใช้พลังงานหมุนเวียน และป้อนด้วยเศษเหล็ก หรือเหล็กที่ปล่อยคาร์บอนลดลงโดยตรงด้วยไฮโดรเจน Hydrogen-Based Direct Reduced Iron : H-DRI แล้ว พบว่า เตาหลอมไฟฟ้า Electric Arc Furnaces : EAF สามารถลดการปล่อยมลพิษได้มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับวิธีการผลิตเหล็กกล้าแบบดั้งเดิม Traditional Steel Production Methods .. ทั้งนี้ เตาหลอมเหล็กที่เหลืออยู่ Remaining Blast Furnaces กำลังได้รับการปรับปรุงด้วยระบบ CCUS มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อดักจับการปล่อยมลพิษที่ยังไม่สามารถกำจัดได้ในขณะนี้ ..
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา กลไกมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามชายแดนของสหภาพยุโรป EU’s Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM ได้เริ่มบังคับใช้งานอย่างเต็มรูปแบบแล้ว .. ผู้นำเข้าเหล็กในยุโรป ต้องจ่ายราคาภาษีคาร์บอน Carbon Tax เทียบเท่ากับที่ผู้ผลิตในประเทศต้องจ่าย ซึ่งได้ทำลายข้อได้เปรียบด้านต้นทุนของเหล็กราคาถูกที่ผลิตจากถ่านหินในภูมิภาคที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ .. จีน China และอินเดีย India กำลังปรับตัวเร่งขยายกำลังการผลิตเตาหลอมไฟฟ้า และโครงการนำร่องไฮโดรเจนอย่างรวดเร็ว Rapidly Expanding their EAF Capacity & Hydrogen : H2 Pilot Programs โดยเฉพาะเพื่อรักษาระดับโควตาการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปต่อเนื่องต่อไป ..
อย่างไรก็ตาม การผลิตไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen : H2 Production ยังไม่ขยายตัวได้รวดเร็วเท่ากับความต้องการของการปรับปรุงโรงงานเหล็กกล้า Demand for Steel Plant Upgrades ส่งผลให้ต้องพึ่งพา “ไฮโดรเจนสีน้ำเงินBlue Hydrogen : H2“ จากก๊าซธรรมชาติ และการดักจับ และกักเก็บคาร์บอน Carbon Capture & Storage : CCS เป็นการชั่วคราว หรือจนกว่าเมื่อการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen : H2 Production มีความพร้อมมากกว่านี้โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของราคา ..
สรุปในภาพรวม พบว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม Industrial Decarbonization Transition นี้ เป็นไปได้ และกำลังเดินหน้าต่อไป แต่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล Requires Massive Capital ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าจะสูงถึง 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั่วโลก ภายในปี 2593 .. อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่เพิ่มเติมในการผลิตสินค้าสีเขียว Extra Cost of Producing Green Goods กำลังลดลงอย่างช้า ๆ เนื่องจากมีการกำหนดราคาคาร์บอนอย่างแพร่หลายมากขึ้น Carbon Pricing Becomes More Widespread และเทคโนโลยีก็พัฒนาขึ้น Technology is also Advancing ..
คาดหมายได้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่การลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม Industrial Decarbonization Transition จะสร้างโอกาสรายได้ที่สูงกว่า Higher Revenue Opportunities ที่อุตสาหกรรมที่พึ่งพาแหล่งพลังงานฟอสซิล Industries Reliant on Fossil Fuels เคยสามารถทำได้ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ และสอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก .. การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด Investment in Clean Technologies ช่วยลดต้นทุนระยะยาว Reduce Long-Term Costs และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ Creates Value Added for Products สอดคล้องกับการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 ให้สำเร็จได้ในที่สุดจากนี้ไป ..
การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย Industrial Decarbonization in Thailand ..
ในปี 2569 ประเทศไทย Thailand ได้เปลี่ยนจากการวางแผนนโยบาย Policy Planning ไปสู่การดำเนินการเชิงรุกที่เน้นพื้นที่เป็นหลัก Aggressive, Area-Based Execution .. ยุทธศาสตร์ชาติ National Strategy มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง High Greenhouse Gas : GHG Emissions Industry และ “ภาคส่วนที่ยากต่อการลดHard-to-Abate Sectors” โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ Cement, เหล็กกล้า Steel และปิโตรเคมี Petrochemicals ให้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว Green Industrial Hubs โดยการใช้แนวปฏิบัติ ประกอบด้วย :-
1. โมเดลสระบุรีแซนด์บ็อกซ์Saraburi Sandbox Model : ปัจจุบัน คือโครงการต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นำโดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย Thai Cement Manufacturers Association : TCMA และชุมชนในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนจังหวัดสระบุรีสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมสีเขียว และเกษตรกรรมยั่งยืน Green Industrial & Sustainable Agriculture City หรือที่เรียกกันว่า “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ Saraburi Sandbox” ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวเป็นโครงการนำร่องการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมเป็นศูนย์สุทธิระดับพื้นที่แห่งแรกของประเทศไทย Thailand’s First Area-Based Net Zero Pilot โดยทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียวสำหรับการลดการปล่อยคาร์บอนในระดับจังหวัด Blueprint for Provincial-Level Decarbonization จาก 5 ด้านความร่วมมือหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน Energy Transition, อุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry, การจัดการของเสีย Waste Management, เกษตรคาร์บอนต่ำ Low-Carbon Agriculture และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว Increasing Green Areas โดยสามารถสรุปในภาพรวมผลสัมฤทธิ์ได้ดังนี้ :-
– สถานะ Status ในปี 2569 : จนถึงวันนี้ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ Saraburi Sandbox กำลังเปลี่ยนจาก “ต้นแบบ Prototype” ไปสู่ ”ตลาดคาร์บอนที่ใช้ประโยชน์ได้ Edible Carbon Market” .. กลไกนี้ ช่วยให้ชุมชน เกษตรกร และอุตสาหกรรมในท้องถิ่น Local Communities & Industries สามารถแปลงการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นคาร์บอนเครดิต Carbon Credit ที่สร้างรายได้โดยตรง ..
– ความสำเร็จที่สำคัญ Key Achievements : ผลผลิตของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ Saraburi Sandbox นั้น ได้แก่ ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ Low-Carbon Cement, เชื้อเพลิงทางเลือก Alternative Fuels และเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy ซึ่งพบว่า ปัจจุบันโครงการก่อสร้างกว่า 80% ในจังหวัดใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ Low-Carbon Cement และอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ได้เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกจากชีวมวล Increase the Use of Alternative Fuels from Biomass รวมถึงหญ้าเนเปียร์ Napier Grass และการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน Waste-to-Energy : WtE คิดเป็น 26% ของส่วนผสมพลังงานทั้งหมด โดยผู้เล่นรายใหญ่ เช่น CP Axtra ได้บูรณาการการจัดการอาหารส่วนเหลือเกินเข้ากับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy รวมถึงลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากขยะอินทรีย์การเกษตร Reducing Methane : CH4 Emissions from Agricultural Organic Waste .. ทั้งนี้ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ Saraburi Sandbox ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการนำเข้าถ่านหินมูลค่ากว่า 1.2-1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่นไปพร้อมด้วย ..
2. นโยบายภาครัฐ และกฎระเบียบของไทย Thai Policy & Regulatory Milestones ในปี 2569 : รัฐบาลไทย Thai government ได้นำกรอบการทำงานสำคัญหลายประการมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนสนับสนุนอุตสาหกรรมหนัก ดังนี้ :-
– กรอบการทำงานเทคโนโลยีดักจับ และกักเก็บคาร์บอน ระดับชาติ National Carbon Capture & Storage : CCS Framework อนุมัติเมื่อ มกราคม 2569 : คณะรัฐมนตรี Cabinet ได้แต่งตั้งกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม Department of Climate Change & Environment: DCCE อย่างเป็นทางการ โดยให้เป็นหน่วยงานหลักในการดักจับ และกักเก็บคาร์บอน Carbon Capture & Storage: CCS ซึ่งรวมถึงการยกเว้นภาษีสำหรับอุปกรณ์เฉพาะทาง และใบอนุญาตที่คล่องตัวสำหรับการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์นอกชายฝั่ง Offshore CO2 Storage ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ..
– โครงการเพิ่มผลผลิตสีเขียวสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม Small & Medium Enterprises : SMEs : เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทขนาดเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง รัฐบาลไทย Thai Government ได้เพิ่มวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็น 30 ล้านบาทต่อบริษัทฯ และขยายโครงการ Extending the Program ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2569 เพื่อสนับสนุนการอัพเกรดปรับปรุงเครื่องจักร และยานพาหนะพลังงานสะอาด Machinery Upgrades & Clean-Energy Vehicles เพื่อส่งเสริมให้ SMEs ลดการปล่อยคาร์บอนในภาคส่วนอุตสาหกรรมของพวกเขา ซึ่งรวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมาพร้อมด้วย ..
– อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว Utility Green Tariff 2 : UGT2 : สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือ กกพ. Office of Energy Regulatory Commission : OERC ได้เปิดตัวอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวใหม่ New Green Electricity Tariffs ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา โดยอนุญาตให้โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียน Source Renewable Energy อยู่ที่ 100% โดยตรงจากโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าของตนเอง หรือสามารถเจาะจงซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียน Feed – in Tariff : FiT ได้โดยตรงด้วยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ประมาณ 10 ปี พร้อมระบบติดตามที่ได้รับการรับรองมาพร้อมด้วย ..
3. การกำหนดเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านตามภาคส่วน Targeted Sector Transitions : ภาคส่วนทางอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ ในปี 2569 ประกอบไปด้วย :-
– ซีเมนต์ Cement : อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย ถูกกำหนดให้การดำเนินการตาม “แผนงานซีเมนต์ และคอนกรีตเป็นศูนย์สุทธิของประเทศไทย ปี 2593 หรือ Thailand 2050 Net Zero Cement & Concrete Roadmap” โดยเน้นการทดแทนคลินเกอร์ Clinker Substitution และการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ Waste Heat Recovery รวมถึงส่งเสริมการผลิตคอนกรีตสีเขียว Promoting the Production of Green Concrete ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Environmentally Friendly ซึ่งผลิตขึ้นโดยลดการใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ปกติลง Reducing the Use of Regular Portland Cement และใช้วัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรม Industrial Waste เช่น เถ้าลอย Fly Ash, ผงถ่านหิน Coal Dust หรือวัสดุรีไซเคิล Recycled Materials มาทดแทน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Carbon Dioxide : CO2 ในกระบวนการผลิต และลดโลกร้อน แต่ยังคงความแข็งแรงทนทานตามมาตรฐานงานโครงสร้างทั่วไป ..
– เหล็กกล้า Steel : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน Board of Investment : BOI กำหนดให้มีการส่งเสริมใหม่ New Promotions สำหรับเหล็กขั้นกลาง และปลายน้ำ Midstream / Downstream Steel ให้หันไปใช้เตาหลอมไฟฟ้า Electric Arc Furnaces : EAFs รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ Other Eco-Friendly Technologies เพื่อแก้ไขปัญหาอุปทานล้นตลาด และการปล่อยมลพิษสูง Combat Oversupply & High Emissions ในภาคส่วนนี้ ..
– ปิโตรเคมี Petrochemicals : สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตเคมีภัณฑ์ Chemical Manufacturing Industry นั้น กำหนดให้ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้วัตถุดิบชีวภาพ Transitioning Toward Bio-Based Feedstocks และการบูรณาการเทคโนโลยีดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน Carbon Capture, Utilization & Storage : CCUS โดยโรงงานปิโตรเคมี Petrochemical Facilities ที่ใช้ CCUS Technology ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล Corporate Income Tax : CIT เป็นเวลา 8 ปี ..
– ยานยนต์ Automotive : เป้าหมายสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ได้เปลี่ยนจากการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเดียวไปสู่การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ Battery Cell Manufacturing ในประเทศไปพร้อมด้วย โดยใช้กฎเกณฑ์ใหม่ในปี 2569 ที่กำหนดให้มีแผนการจัดหาชิ้นส่วนแบตเตอรี่ภายในประเทศที่ชัดเจน รวมถึงการมุ่งไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก World’s Leading Electric Vehicles : EVs & Key Component Manufacturing Center or EV Hub of the World ภายใต้นโยบาย “30@30 Policy” ซึ่งตั้งเป้าหมายผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ Zero Emission Vehicles : ZEVs ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด ภายในปี 2573 ..
4. มาตรการจูงใจทางการเงิน และการลงทุน Financial & Investment Incentives : คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน Board of Investment : BOI ได้ปรับปรุง “Thailand FastPass” เพื่อจัดลำดับความสำคัญของโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม ดังนี้ :-
– พันธบัตรสีเขียว Green Bonds : ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นมา การออกพันธบัตรสีเขียวในประเทศไทย Green Bond Issuance in Thailand ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินหลัก Mainstream Financing Tool สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียน และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอุตสาหกรรม Renewable Energy & Industrial Efficiency Projects ..
– การอัพเกรดปรับปรุงเครื่องจักร Machinery Upgrades : ปัจจุบัน มีการยกเว้นภาษี 3 ปี สำหรับการลงทุนใด ๆ ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น Reducing GHG Emissions Through More Efficient Hardware ..
– เงินอุดหนุนตามแผนงานลดการปล่อยคาร์บอน Decarbonization Roadmap Grants : ประเทศไทยร่วมมือกับหน่วยงานของเยอรมนีในโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Thai-German Cooperation on Energy, Mobility & Climate : TGC EMC และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ United Nations Industrial Development Organization : UNIDO ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และทางเทคนิคแก่ภาคอุตสาหกรรมอาหาร Food, เครื่องดื่ม Beverage และปิโตรเคมี Petrochemical Sectors เพื่อสร้างแผนงานลดการปล่อยคาร์บอนที่สามารถขอสินเชื่อได้ ..
– มุมมองPerspective : แม้ว่า การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ Achieving Net-Zero Greenhouse Gas Emissions Targets ภายในปี 2593 นั้น ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่งของไทย .. อย่างไรก็ตาม ปี 2569 นี้ ถือเป็น “ปีแห่งการทดสอบTest Year” ที่สำคัญสำหรับการจัดการ “เบี้ยประกันภัยสีเขียว Green Insurance Premiums” ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของการผลิตคาร์บอนต่ำ Higher Cost of Low-Carbon Production ซึ่งรัฐบาลไทย Thai Government กำลังชดเชยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการอุดหนุนทางภาษี Offsetting Through Green Public Procurement & Tax Subsidies ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมของไทย จะบรรลุเป้าหมายตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติให้สำเร็จได้ในที่สุดจากนี้ไป ..
นอกจากนั้นแล้ว ปัจจุบัน เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor : EEC ของไทย คือ “ศูนย์กลางไฮโดรเจน Hydrogen : H2 Heartland” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia .. ภายในปี 2569 นี้ จุดสนใจได้เปลี่ยนจากโครงการนำร่องขนาดเล็กไปสู่การบูรณาการในระดับอุตสาหกรรม โดยมาตรการด้านกฎระเบียบภาครัฐ ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา กระทรวงพลังงาน Ministry of Energy ได้กำหนดให้ไฮโดรเจน Hydrogen : H2 และแอมโมเนีย Ammonia : NH3 เป็นเชื้อเพลิงอย่างเป็นทางการแล้ว ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง Fuel Oil Control Act ทำให้สามารถกำหนดมาตรฐานกฎระเบียบด้านความปลอดภัยสำหรับการจัดเก็บ Storage, ท่อส่ง Pipelines และสถานีเติมเชื้อเพลิง Refueling Stations ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นการขจัดช่องโหว่ทางกฎหมายที่สำคัญสำหรับนักลงทุน ..
ทั้งนี้ แผนงานของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ปตท. Petroleum Authority of Thailand : PTT และ Thyssenkrupp Uhde ของเยอรมนี ได้สรุป “แผนงานเชิงกลยุทธ์สำหรับไฮโดรเจนสีเขียวStrategic Blueprint for Green Hydrogen : H2“ ซึ่งได้ก้าวข้ามขั้นตอนความเป็นไปได้ไปสู่ขั้นตอนการออกแบบทางวิศวกรรมขั้นต้น Front-End Engineering Design : FEED สำหรับโรงงานผลิตแอมโมเนียสีเขียวขนาดใหญ่ Large-Scale Green Ammonia: NH4 Production Plants รวมไปถึงโครงการ Eastern Thailand CCS Hub Project ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์ของกลุ่ม ปตท. ในพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor : EEC มาพร้อมแล้วด้วยเช่นกัน ..

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบอีกด้วยว่า หุบเขาไฮโดรเจน Hydrogen Valley ณ จังหวัดระยอง และชลบุรี กำลังทดสอบ “เทคโนโลยีกำลังไฟฟ้าสู่พลังงาน X หรือ Power-to-X : PtX Technology” อย่างมุ่งมั่น ซึ่งเป็นการแปลงพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ และลม ให้เป็นพลังงานรูปแบบอื่น เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen : H2, เชื้อเพลิงสังเคราะห์ Synthetic Fuel, แอมโมเนีย Ammonia : NH4 หรือเมทานอล Methanol : CH3OH โดยภายในปี 2569 นี้ รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง Fuel Cell Electric Vehicles : FCEVs สำหรับงานหนักรุ่นแรก ซึ่งพัฒนาร่วมกับโตโยต้า Toyota และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย United Nations Development Programme in Thailand : UNDP จะเริ่มใช้งานจริงระหว่างท่าเรือแหลมฉบัง Laem Chabang Port และนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ Industrial Estates อันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเหนือชั้นกว่าของไฮโดรเจน Hydrogen : H2 เมื่อเทียบกับชุดแบตเตอรี่ Batteries สำหรับการขนส่งระยะไกล Long-Haul Logistics ..
อนาคตของการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมของไทย Future of Carbon Reduction in Thailand’s Industrial Sector นั้น อาจหมายถึงการรวมศูนย์จัดวางดำเนินงานร่วมกัน Centralization & Collaboration .. บริษัทฯ ต่าง ๆ กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางระดับภูมิภาค เช่น สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ Saraburi Sandbox และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor : EEC ในประเทศไทย เพื่อแบ่งปันต้นทุนมหาศาลของโครงข่ายระบบท่อส่งไฮโดรเจน Hydrogen : H2 Pipelines or H2 Gas Grids และการจัดเก็บ CO2 ..
จนถึงวันนี้ ประเทศไทย Thailand กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางความรู้ระดับภูมิภาค Regional Knowledge Center สำหรับอาเซียน ASEAN ซึ่งภายในปี 2593 คาดว่า “โมเดลสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ Saraburi Sandbox Model” ของตลาดคาร์บอนที่นำโดยชุมชน Community-Led Carbon Markets จะกลายเป็นกรอบมาตรฐานระดับจังหวัดทั่วประเทศที่เปลี่ยน “การลดคาร์บอน Decarbonization” ให้เป็น “เศรษฐกิจหมุนเวียนCircular Economy” ในระดับท้องถิ่นที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับเกษตรกร Farmers ผ่านชีวมวล Biomass และอุตสาหกรรม Industry ให้สำเร็จได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ..
คาดการณ์ตลาดการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก Global Industrial Decarbonization Market ..
อ้างถึงผลการวิเคราะห์ทางอุตสาหกรรมล่าสุด Recent Industry Analyses ชี้ว่า ตลาดการลดการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก Broader Global Decarbonization Market กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เกิดจากคำมั่นสัญญาของภาคธุรกิจที่จะลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์สุทธิ Net-Zero Pledges, นโยบายของรัฐบาล Government Policies และการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน Expansion of Renewable Energy Technologies ..
ในปี 2569 ตลาดการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม Industrial Decarbonization Market ได้ก้าวข้ามโครงการนำร่องเฉพาะกลุ่ม Niche Pilot Projects ไปสู่ภาคส่วนที่มีการเติบโตสูง และมีมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ High-Growth, Multi-Trillion-Dollar Sector โดยได้รับแรงผลักดันจากกฎระเบียบที่เข้มงวด เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM ของสหภาพยุโรป และการลงทุนจำนวนมากในภาคส่วนที่ “ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยากHard-to-Abate” ปัจจุบัน ตลาดกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตด้วยความเร่งด้วยเลขสองหลัก Double-Digit Growth Phase ..
ทั้งนี้ ตลาดการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมโดยรวมทั่วโลก Global Broader Industrial Decarbonization Market มีมูลค่าประมาณ 2.37 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 และคาดว่าจะสูงถึงกว่า 4.06 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตต่อปี Compound Annual Growth Rate : CAGR หมายถึง อัตราผลตอบแทนสำหรับตลาดการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมโดยรวมทั่วโลก Global Broader Industrial Decarbonization Market ที่เติบโตจากยอดดุลเริ่มต้นไปถึงยังยอดดุลสิ้นสุด รวมสมมติฐานว่ากำไรจะถูกนำกลับมาลงทุนหมุนเวียนใหม่ทุกสิ้นปีของช่วงอายุการลงทุน อยู่ที่ค่า CAGR 11.7-12.97% ในระยะเวลาที่คาดการณ์ปี 2568-2573 .. อเมริกาเหนือ North America ยังคงเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่ใหญ่ที่สุดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 34 % ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Asia-Pacific Region มีการเติบโตเร็วที่สุดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในจีน China, อินเดีย India และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia ..

แนวโน้มการเติบโตตามภูมิศาสตร์ พบว่า เกาหลีใต้ South Korea ได้รับการคาดหมายว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงสุดในระดับประเทศ จนถึงปี 2573 โดยเน้นหนักไปที่ไฮโดรเจน Hydrogen : H2 และการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง High-Tech Manufacturing .. ขณะที่ จีน China ยังคงเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม Largest Total Investor in Solar & Wind โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตต่อปีในตลาดการลดการปล่อยคาร์บอนภายในประเทศ Domestic Decarbonization Market อยู่ที่ค่า CAGR 11.1% .. ทั้งนี้ ยังพบอีกด้วยว่า ประเทศไทย Thailand กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำอาเซียนด้านเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน Carbon Capture, Utilization & Storage : CCUS Technology และการผลิตไบโอไฮโดรเจน Bio-Hydrogen : H2 มากขึ้นเรื่อย ๆ จากขยะทางการเกษตร Agriculture Waste โดยได้รับการสนับสนุนจาก “โครงการเพิ่มผลผลิตสีเขียวสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมSME Green Productivity Scheme” ด้วยการเพิ่มวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว เป็น 30 ล้านบาทต่อบริษัทฯ และขยายโครงการ Extending the Program ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2569 เป็นต้น ..
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม Industrial Players กำลังมุ่งเน้นไปที่การลดคาร์บอนภายในโรงงาน On-Premises Decarbonization, การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์สำหรับการติดตามเฝ้าตรวจการปล่อยมลพิษ Integrating AI for Emission Tracking และการนำเทคโนโลยีการดักจับ และกักเก็บคาร์บอน Carbon Capture & Storage : CCS Technology มาใช้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวด Meet Stringent Emission Standards .. การเปลี่ยนผ่านไปสู่การขนส่งที่ยั่งยืน Transition Towards Sustainable Transportation ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มรายได้มาพร้อมอีกด้วย ..
สรุปส่งท้าย ..
ทั่วโลก Globally บริษัทฯ จำนวนมากมาย Many Companies ได้ให้คำมั่นสัญญาในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate Change Mitigation Commitments เพื่อกำหนดเส้นทางสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน Path Towards Decarbonization .. บริษัทฯ หลายแห่ง กำลังเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะ Public Disclosure on their Emissions และตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน Setting Ambitious Targets เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม Industrial Decarbonization .. โครงการริเริ่มหลายโครงการ Several Initiatives เช่น โครงการเป้าหมายตามหลักวิทยาศาสตร์ Science-Based Target Initiatives, โครงการธุรกิจเพื่อสังคมระดับโลกของสหประชาชาติ UN-Global Impact Business Ambition ที่มุ่งสู่เป้าหมาย 1.5oC และคำมั่นสัญญาของบริษัทฯ ที่ได้รับการรับรอง Certified B Corporation : B-Corp ในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ ได้รับการมีส่วนร่วมจากภาคธุรกิจเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ..
การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของการใช้พลังงานหมุนเวียน Significant Growth in Renewable Energy Usage กำลังกระตุ้นการเติบโตของตลาดการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมโดยรวมทั่วโลก Global Broader Industrial Decarbonization Market .. การเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ Transition to Low-Carbon Fuels รวมถึงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ Strong Environmental Regulations in Most Developed Countries ได้ส่งเสริมภาคพลังงานหมุนเวียนอย่างมาก .. ตลาดการผลิตพลังงาน Energy Production Market เติบโตขึ้นในแง่ของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ติดตั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น Increased Environmental Concerns และความกดดันในการลดผลกระทบที่เป็นอันตรายของก๊าซเรือนกระจก Greenhouse Gases : GHGs ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเติบโตของภาคพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม Solar & Wind Energy Sectors ..
ปัจจัยเหล่านี้ เมื่อรวมกับความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล คาดว่าจะผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน Decarbonization Industry Growth .. พลังงานความร้อนใต้พิภพ Geothermal Energy คืออีกหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนที่ได้จากความร้อนของโลก และสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนคาร์บอนเป็นศูนย์ Carbon-Free Renewable Electricity Sources สำหรับภาคอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี รวมถึงใช้ในการทำความเย็น และความร้อนได้ ..
สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพมากที่สุดในโลก โดยมีกำลังการผลิตถึง 3.7 GW .. นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ใหญ่ที่สุดในโลก World’s Largest Geothermal Power Plant ยังตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และด้วยการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย คาดการณ์ว่า พลังงานความร้อนใต้พิภพจะสามารถตอบสนองความต้องการกำลังไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ได้ถึง 10% ในอนาคตอันใกล้ ปัจจัยเหล่านี้ คาดว่าจะผลักดันความต้องการของตลาดการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมในช่วงระยะเวลาคาดการณ์ไปพร้อมด้วย ..
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการจัดเก็บคาร์บอน Carbon Capture, Utilization & Storage : CCUS ได้รับความสนใจในภาคอุตสาหกรรม Spotlight Nowadays in the Industry Sector เป็นอย่างมาก .. ทั้งนี้ ช่องว่างระหว่างการใช้ประโยชน์ Utilization ซึ่งประกอบไปด้วยการนำ CO2 กลับมาใช้ใหม่เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม Feedstock in the Industry และการจัดเก็บ Storage ซึ่งประกอบไปด้วยการจัดเก็บ CO2 ไว้ใต้ดิน Sequestering it in the Subsurface นั้น ยังคงมีระยะห่างอยู่มาก ..

ในภาพรวมนั้น เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการจัดเก็บคาร์บอน Carbon Capture, Utilization & Storage : CCUS Technology คือ ชุดวิธีการที่ออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Mitigate Greenhouse Gas Emissions โดยการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ Capturing Carbon Dioxide : CO2 จากแหล่งต่าง ๆ เช่น โรงไฟฟ้า Power Plants และโรงงานอุตสาหกรรม Industrial Facilities จากนั้นจึงจัดเก็บไว้ใต้ดินอย่างปลอดภัย หรือนำไปใช้สำหรับงานต่าง ๆ ได้อีกมากมาย .. เทคโนโลยี CCUS Technology นี้ มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ Reducing CO2 Emissions ในภาคอุตสาหกรรม และแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Addressing Climate Change ..
จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทย Thailand กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการจัดเก็บคาร์บอน Carbon Capture, Utilization & Storage : CCUS อย่างแข็งขันในวงกว้าง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน Carbon Neutrality ภายในปี 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเป็นศูนย์สุทธิ Net-Zero Emissions ภายในปี 2608 .. ตัวอย่างที่สำคัญ คือ โครงการ Eastern Thailand CCUS Hub Project ที่มีการวางโครงการ และแผนงานไว้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซจากแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆ ในจังหวัดระยอง และชลบุรี .. โครงการนี้ ใช้อ่าวไทย Gulf of Thailand ในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ Carbon Dioxide : CO2 Storage และใช้ประโยชน์จากแผนงานที่เน้นความประหยัด และเหมาะสมต่อขนาดเศรษฐกิจ Leverages Economies ด้วยการแบ่งปันโครงสร้างพื้นฐาน Sharing Infrastructure ที่มีใช้งานอยู่แล้วส่วนหนึ่ง ..

ระบบอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน Sustainable Industrial Systems จะมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ Creating Economic Value และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า Value-Added Products ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์อย่างยั่งยืน Economic Development alongside Environmental Conservation & Sustainable Human Well-Being โดยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และทรัพยากรธรรมชาติ Reducing the Impact on Ecosystems & Natural Resources .. แนวคิดนี้ เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ Efficient Resource Use, ลดการปล่อยมลพิษ และก๊าซเรือนกระจก Reducing Pollution & Greenhouse Gas Emissions และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว Promoting Economic Growth with Long-Term Sustainability ..
การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม Industrial Decarbonization มีความสำคัญยิ่งยวดต่อการลดโลกร้อน และการบรรลุเป้าหมายเป็นศูนย์สุทธิ ภายในปี 2593 หรือ Net-Zero 2050 โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน Improves Energy Efficiency, การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน Transition to Renewable Energy และการใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy หรือด้วยโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียนสีเขียว Bio-Circular-Green Economy: BCG Model สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ยังรวมถึงการใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟ Use of Energy-Efficient Equipment, การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ Product Design for Reuse และการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ Efficient Waste Management ทั้งนี้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนสีเขียว Enhance Sustainable Green Industry ให้สำเร็จได้ในที่สุดจากนี้ไป ..
…………………
คอลัมน์ : Energy Key
By โลกสีฟ้า ..
สนับสนุนโดย…..บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)

ขอบคุณเอกสารอ้างอิง :-
Decarbonizing Industry | OECD :-
https://www.oecd.org/en/topics/sub-issues/decarbonising-industry.html
Industrial Decarbonization | UNIDO :-
https://decarbonization.unido.org
Mapping the Path to Industrial Decarbonization | RMI :-
How the Industrial Sector is Turning Net Zero Goals into Practice | World Economic Forum :-
https://www.weforum.org/stories/2024/06/industrial-sector-turning-net-zero-goals-into-practice
The Role of Industries & Sectors in Industrial Decarbonization | Arcadis N.V. :-
Carbon Capture and Storage | Industrial – Scale Capture of CO2 From Ambient Air :-
https://goo.gl/photos/8bLYuxubbgrKbR789
Power to X Technology : Future Fuels Accelerating Decarbonisation :-
https://photos.app.goo.gl/f82CctT33C7ZdrN19
Energy Transition : A Significant Structural Change in an Energy System :-
https://photos.app.goo.gl/Qnj3eGJobkzRHx7a9
The Renewable Energy & How to Save the World Documentary :-
https://goo.gl/photos/TusY3UndbtWjDfXx9
Net Zero Emissions Electricity & Carbon Neutrality :-



















