พลิกแนวคิดการเดินเรือแบบเดิมๆ ดร.นพดล ใช้ความเชี่ยวชาญไซเบอร์และวิทยาศาสตร์ข้อมูล ออกแบบเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็น “จุดที่โลกต้องเลือก”
เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชน อาจารย์ประจำวิชาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดเผยถึงประเด็น ทางเชื่อม อินโด-แปซิฟิก ของไทย: จุดเปลี่ยนไทย สู่เต็ง 1 ในอาเซียน ว่า
วันที่ผมเข้าใจว่า “เส้นทาง”…คืออำนาจเศรษฐกิจของโลก เมื่อ International Monetary Fund (IMF) ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเปราะบางและเสี่ยงสูง จนอาจรั้งท้ายของภูมิภาค ข่าวนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูล…แต่คือ “สัญญาณเตือน” และนั่นคือเหตุผลที่ผมตัดสินใจเล่าเรื่อง “จุดเปลี่ยนประเทศไทย” สู่การเป็นเต็ง 1 ทางเศรษฐกิจของอาเซียน ผมยังจำได้ดี…ในห้องเรียนด้านยุทธศาสตร์ที่มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นคณะนายทหาร จากเครือข่ายคณะหัวหน้าเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff, JCS) กองทัพสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา ผู้บริหารระดับกลางจากบริษัทภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศอเมริกาใต้ และเอเชียที่ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาร่วมกัน ณ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดี.ซี. ในระหว่างฝึกด้านยุทธศาสตร์ ผมและเพื่อนร่วมรุ่นมีโอกาสรับมอบหมายงานจากผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ (Grand Strategy) ของ Office of Net Assessment เพนตากอน ให้ทำสารนิพนธ์โดยมีโจทย์วิจัยหนึ่งที่เปลี่ยนวิธีคิดผมไปตลอดชีวิตว่า “ประเทศที่ยิ่งใหญ่…ไม่ได้ควบคุมแค่ดินแดน แต่ควบคุม ‘เส้นทาง’ ที่โลกต้องใช้” หลังจากวันนั้น…ผมเริ่มมองโลกไม่เหมือนเดิมอีกเลย เพราะผมจะคอยเฝ้าสังเกตและเก็บข้อมูลทุกเส้นทางที่ผมมีโอกาสเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ
ผมเดินทางไปยุโรป ผมเห็นท่าเรือขนาดมหึมาที่เชื่อมเศรษฐกิจทั้งทวีป ผมเดินทางไปประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศที่ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็น CEO สำนักวิจัย UCSI ของมหาวิทยาลัย UCSI กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย อยู่ที่นั่นเป็นปีจึงมีโอกาสเก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญมากพอและเห็นเรือสินค้าจำนวนมหาศาลไหลผ่านช่องแคบแคบ ๆ เพียงจุดเดียว และผมเริ่มถามตัวเองว่า “ประเทศไทย…อยู่ตรงไหนในแผนที่ของโลก” และ “ประเทศไทย…ได้ประโยชน์อะไร” จากช่องแคบที่เรือสินค้าจำนวนมากมายไหลผ่าน ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยน่าจะมีส่วนได้ประโยชน์เพราะอยู่ใกล้ช่องแคบมะละกาในเชิงภูมิศาสตร์ แต่มีเพียงประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซียและโดยเฉพาะที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด คือ สิงคโปร์ ความจริงที่ผมเห็นด้วยตาตัวเอง: ช่องแคบมะละกา ผมจำได้อีกเช่นกันว่า…ในช่วงที่ผมเป็น CEO ของสำนักวิจัย UCSI มาเลเซียนั้น ผมได้มีโอกาสเก็บข้อมูลเส้นทางการเดินเรือของโลก เส้นสายจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าหากัน…แล้วไหลไปรวมกันที่จุดเล็ก ๆ จุดเดียว จุดนั้นคือ “ช่องแคบมะละกา” ตอนนั้นเอง ผมเริ่มเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือธรรมดา แต่มันคือ “เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก” เพราะเกือบหนึ่งในสามของการค้าทางทะเลโลกต้องไหลผ่านจุดนี้ เรือสินค้านับหมื่นลำต่อปี 80,000…90,000…หรือบางปีแตะหลักแสนลำต่างมุ่งหน้ามาที่นี่ น้ำมันจากตะวันออกกลางที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจเอเชียต้องผ่านที่นี่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ที่กำลังเดินทางไปยุโรปก็ต้องผ่านที่นี่เช่นกัน แต่ยิ่งผมมองลึกลงไป ผมยิ่งเห็น “ความจริงอีกด้าน” ที่หลายคนมองไม่เห็น
ช่องแคบนี้…แคบมาก บางช่วงกว้างเพียงไม่กี่กิโลเมตร เรือขนาดมหึมาจำนวนมาก ต้องค่อย ๆ เคลื่อนผ่านกันอย่างระมัดระวัง ไม่มีใครเร่งได้ ไม่มีใครแซงได้ และในบางช่วงเวลา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ “การรอ” ผมได้ยินคำจากผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์คนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย เขาพูดสั้น ๆ แต่ชัดมากว่า “ถ้าคุณควบคุมเวลาไม่ได้ คุณก็ควบคุมต้นทุนไม่ได้” เรือบางลำต้องรอเป็นชั่วโมง บางสถานการณ์…รอเป็นวัน และในช่วงที่มีเหตุการณ์ผิดปกติ ความล่าช้าอาจยืดไปถึง 2–3 วัน สำหรับคนทั่วไป อาจมองว่าแค่ “ช้าไปนิดหน่อย” แต่ในโลกของการค้าโลก ความล่าช้า 1 วัน ไม่ใช่แค่เวลา…แต่มันคือ “เงินมหาศาล” ที่กำลังหายไป ใครกำลังพึ่งเส้นทางนี้ ผมได้เห็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากหลายประเทศ และมันชัดเจนว่า จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ยุโรป ล้วน “ต้องใช้เส้นทางนี้” นี่ไม่ใช่เส้นทางของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันคือ “เส้นทางของโลก” แล้วใครได้ประโยชน์ คำตอบคือ สิงคโปร์ ได้รายได้จากกิจกรรมท่าเรือและโลจิสติกส์รวมระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี มาเลเซีย ได้รายได้ท่าเรือหลักระดับหลายพันล้านดอลลาร์/ปี อินโดนีเซีย ได้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์และการควบคุมพื้นที่ แล้วประเทศไทยล่ะ ได้อะไร เรา “อยู่ใกล้ที่สุด” กับช่องแคบนี้ครับ แต่กลับ “ไม่ได้ควบคุมอะไรเลย” เราได้เพียงการค้าทางอ้อม การส่งออก แต่เราไม่ได้อยู่ใน “จุดที่โลกต้องผ่าน” และวันนั้นเอง…ผมเข้าใจแล้วว่า
ประเทศไทย…ยังไม่ได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ และในจุดนั้นเอง ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า “ถ้าโลกต้องพึ่งเส้นทางเดียวขนาดนี้…แล้วถ้าวันหนึ่งเส้นทางนี้สะดุดขึ้นมา…จะเกิดอะไรขึ้น” คำถามนั้น…คือจุดเริ่มต้นของคำตอบที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปครับ จากความฝันเรื่องคลองไทย…สู่ “ทางเลือกของโลก” ที่ทุกประเทศได้ประโยชน์ร่วมกัน ผมมีข้อเสนอครับ….แนวคิดใหม่ของไทย “ไม่ใช่แข่ง…แต่เชื่อมและแบ่งปัน” ในอดีต เรามักคิดว่า ถ้าไทยสร้างทางเลือกใหม่ แปลว่าเราจะ “แย่ง” บทบาทจากประเทศอื่น แต่จากประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้ในเวทีนานาชาติ แนวคิดยุทธศาสตร์สมัยใหม่ ไม่ใช่ “ผู้ชนะมีคนเดียว” แต่คือ “สร้างระบบที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน (Shared Value System)” โมเดลใหม่ ไทยเป็น “ส่วนเสริม” ไม่ใช่ “มาแทนที่” ผมขอเสนอ “ทางเชื่อม อินโด-แปซิฟิก ของไทย” ในมุมใหม่ว่า: สิงคโปร์ ยังคงเป็นศูนย์กลางการเดินเรือระดับโลก, มาเลเซีย ยังคงเป็นฐานอุตสาหกรรมและท่าเรือที่สำคัญของภูมิภาค, อินโดนีเซีย ยังคงเป็นมหาอำนาจทางทะเลระดับภูมิภาค และประเทศไทย เป็น “เส้นทางทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค” เมื่อไทย “ไม่กินรวบ แต่แบ่งครึ่ง” ไทยจะสร้างมูลค่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณ 6.5 แสนล้านบาทต่อปี นี่ไม่ใช่การแย่ง แต่คือการ “เพิ่มความยืดหยุ่นความสมดุลทางเศรษฐกิจให้ทั้งระบบในอาเซียน”
มาตรฐานสิ่งแวดล้อม (ESG) กุญแจที่ทำให้โลก “ยอมรับ” ถ้าเราจะทำโครงการนี้ให้สำเร็จในโลกปัจจุบัน คำว่า “สร้างได้” ไม่พอ ต้อง “สร้างอย่างรับผิดชอบ” ใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่ง ลดการปล่อยคาร์บอนจากการเดินเรืออ้อม พัฒนา “Green Port” ระดับโลก สิ่งนี้จะทำให้ นักลงทุนทั่วโลก “เชื่อ” ประเทศเพื่อนบ้าน “สนับสนุน” ความมั่นคงไซเบอร์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น แต่สำคัญที่สุด ในโลกยุคใหม่ ท่าเรือไม่ได้ถูกโจมตีด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ถูกโจมตีด้วย “ข้อมูล” ระบบขนส่ง ระบบควบคุมตู้สินค้า และระบบชำระเงิน ถ้าไม่มีความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแรง โครงการนี้อาจหยุดชะงักหรือสูญเสียความเชื่อมั่นได้ ดังนั้น ไทยต้องสร้าง “ทางเชื่อม อินโด-แปซิฟิก ของไทย (ทะเล – บก – ทะเล) ผ่านระนอง-ชุมพร ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ใครมีข้อมูล…คนนั้นควบคุมระบบ (Data-Driven Logistics) จากที่ผมได้เรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) มหาวิทยาลัยมิชิแกน อนาคตของโลจิสติกส์ไม่ได้อยู่ที่ “ถนนหรือราง” แต่อยู่ที่ “ข้อมูล” รู้ว่าตู้สินค้าอยู่ไหน คำนวณเวลาได้แม่นยำ ลดต้นทุนแบบเรียลไทม์ ถ้าไทยทำได้ เราจะไม่ได้เป็นแค่ “ทางผ่าน” แต่เป็น “สมองของระบบโลจิสติกส์ภูมิภาค” คนไทยต้องพร้อม จากแรงงาน สู่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โครงการนี้จะสำเร็จไม่ได้ ถ้าคนไทยยังเป็นเพียง “ผู้ใช้แรงงาน” เราต้องสร้างวิศวกรโลจิสติกส์ ผู้เชี่ยวชาญ AI / Data ผู้บริหารระบบซัพพลายเชน เพื่อให้คนไทย “เป็นเจ้าของคุณค่า” ไม่ใช่แค่ “ทำงานในระบบของคนอื่น”
พันธมิตรระหว่างประเทศ: หัวใจของความสำเร็จ ผมเชื่อว่า โครงการนี้จะสำเร็จได้ ไม่ใช่เพราะไทยเก่งที่สุด แต่เพราะไทย “ทำให้ทุกประเทศรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน” เราต้องเชิญประเทศเพื่อนบ้านร่วมลงทุน เปิดโอกาสให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และสร้างหลักธรรมาภิบาล (governance) ระดับภูมิภาค จาก “โครงการของไทย” สู่ “โครงสร้างของภูมิภาค” จากประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้แนวคิดยุทธศาสตร์ในต่างประเทศ ผมพบว่าโครงการระดับโลกจะสำเร็จได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความยิ่งใหญ่ของแนวคิด” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี “องค์ประกอบที่ครบถ้วน” เพื่อทำให้เกิดขึ้นจริง วันนี้ผมจึงมอง “ทางเชื่อมอินโด-แปซิฟิกของไทย” ไม่ใช่แค่โครงการของประเทศ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของทั้งภูมิภาคที่ทุกฝ่ายใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ และคำถามสำคัญคือจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร คำตอบคือเราต้องมี “ปัจจัยพื้นฐาน” ที่แข็งแรง เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ ได้แก่ ความรวดเร็วในการตัดสินใจ ความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ความต้องการใช้จริงจากภาคธุรกิจ การบริหารจัดการแบบเอกภาพ และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่ทำให้โลกเข้าใจว่านี่คือ “ทางเลือกของโลก” ไม่ใช่เพียงโครงการของไทย
แต่ในโลกยุคใหม่ เพียงเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่พอ เรายังต้องมี “ระบบนำทาง” ที่ทันสมัยควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของระบบโลจิสติกส์ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนระดับโลก ระบบข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่เพิ่มประสิทธิภาพ การพัฒนาคนไทยให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศให้ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อ “เครื่องยนต์” และ “ระบบนำทาง” ทำงานไปพร้อมกัน ประเทศไทยจะไม่เพียงแค่มีศักยภาพ แต่จะสามารถขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง เปลี่ยนจากความฝันให้เป็นความจริง และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจภูมิภาคและของโลกอย่างมั่นคงครับ เงื่อนไขแห่งความสำเร็จ (5+5) คือ 5 ปัจจัยพื้นฐาน: ความเร็ว, ความเชื่อมั่น, ความต้องการใช้จริง, การบริหารเอกภาพ และการสื่อสาร ผนวกกับ 5 ปัจจัยยุคใหม่: ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์, มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน, ระบบข้อมูลและการบริหารจัดการแบบเรียลไทม์, การพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ และความร่วมมือและพันธมิตรระหว่างประเทศ เป้าหมายที่แท้จริงคือการ “สร้างสมดุลใหม่ให้เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ให้ทุกประเทศมีทางเลือก ลดความเสี่ยงและเติบโตไปด้วยกัน
กล่าวโดยสรุป จาก “ทางของไทย” สู่ “ทางของโลก” ผมเคยเรียนรู้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงยุคใหม่จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอีกด้วยว่า “ประเทศที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ประเทศที่ได้มากที่สุด แต่คือประเทศที่ทำให้คนอื่นอยากร่วมทางไปด้วยกัน” ถ้ามะละกา คือเส้นทางของอดีต ประเทศไทย…กำลังจะเป็น “ทางเลือกของอนาคต” ที่ทั้งภูมิภาค…เดินไปด้วยกัน ผมจึงขออนุญาตเขียนถึงรัฐบาล ถึงภาคธุรกิจ และถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคว่า ข้อเสนอนี้ไม่ใช่โครงการของไทยแต่นี่คือโอกาสของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราต้องร่วมกันออกแบบ ร่วมกันลงทุน และร่วมกันเติบโต ความหวังสูงสุดคือ “ทางเชื่อมอินโด-แปซิฟิกของไทย” จะไม่ใช่แค่สะพานของสินค้าแต่จะเป็น “สะพานของความร่วมมือระหว่างประเทศที่ทำให้ภูมิภาคนี้…แข็งแกร่งที่สุดในโลก”




















