สัปดาห์นี้พรรคประชาชน (ปชน.) และกองเชียร์คงต้องลุ้นหนัก หลัง “นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาเปิดเผยความคืบหน้า หลังป.ป.ช. ยื่นสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปให้ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 เม.ย.69 ที่ผ่านว่า เบื้องต้นได้รับการประสานจากศาลฎีกา จะนัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดี ในวันที่ 24 เม.ย.69 ยิ่งไปอ่านคำร้องของป.ป.ช. ต้องบอกว่า ข้อเสนอให้ลงโทษอยู่ในระดับสาหัสสากรรจ์
หลังก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีคำวินิจฉัยยุบพรรคก.ก. และตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี โดยในคำฟ้องของป.ป.ช.ตอนหนึ่งระบุว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับพวก รวม 44 คน ผู้คัดค้าน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ซึ่งต่อมาศาลรธน.มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค ผู้คัดค้านทั้ง 44 จึงย้ายมาสังกัดก.ก. ว่า ระหว่างวันที่ 10 ก.พ.-20 มี.ค.2566 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน ขณะที่ผู้คัดค้านทั้ง 44 ดำรงตำแหน่ง สส.ได้กระทำการฝ่าฝืน มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
โดยมีเจตนากระทำการโดยไม่สมควร ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และเกียรติยศของประมุขแห่งรัฐ ร่วมกันเสนอ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. … (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ให้มีบทบัญญัติที่เป็นการลดทอน สถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการใช้สิทธิตามรธน.
แต่ พ.ร.บ.ที่เสนอจะต้องอยู่ภายใต้รธน.และกฎหมาย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งถึงข้อบกพร่องดังกล่าว ให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 ทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านทั้ง 44 ยังคงยืนยันจะเสนอ พ.ร.บ.ดังกล่าว การกระทำของผู้คัดค้านทั้ง 44 จึงเป็นการกระทำ อันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง ในวงกว้างอย่างร้ายเเรง

ขณะที่ศาลยุติธรรม ได้เปิดขั้นตอนวินิจฉัยคดี 44 สส.ก.ก. ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายเเรง เสนอแก้ไขมาตรา 112 โดย “นายสุริยัณห์ หงส์วิไล” โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอธิบายขั้นตอนการพิจารณาพิพากษาคดีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ว่า ตามรธน.2560 มาตรา 235 (1) ประกอบมาตรา 226 วรรคเจ็ด กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิด กล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรธน.ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรธน.60 โดยกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาในเรื่องนี้ จะมีระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่า ด้วยการพิจารณาพิพากษาคดี เกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 กำหนดขั้นตอนปฏิบัติไว้
สรุปได้ดังนี้ 1.เมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ในกรณีที่ศาลเห็นว่า คำร้องไม่ถูกต้อง ศาลอาจสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดได้ หากผู้ร้องไม่ดำเนินการ ศาลมีอำนาจสั่งไม่รับคำร้องนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน 2.หากคำร้องถูกต้องแล้ว ศาลจะมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แล้วส่งสำเนาคำร้องให้ผู้คัดค้าน หรือแจ้งให้ผู้คัดค้านมารับสำเนาคำร้อง 3.เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้อง ผู้คัดค้านต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และศาลจะแจ้งคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ 4.ศาลจะประกาศกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งแรกให้คู่ความทราบไม่น้อยกว่า 5 วันก่อนวันนัด และกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานและวันไต่สวน เมื่อการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลจะมีคำพิพากษาต่อไป
เเหล่งข่าวจากศาลยุติธรรม ยังระบุในประเด็นกรอบระยะเวลา ว่า โดยขั้นตอนตอนต่าง ๆ กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาคดีไว้ เพียงเเต่เขียนไว้ว่า “โดยเร็ว” ซึ่งก็จะเป็นไปตามเเนวที่สำนักงานศาลยุติธรรมเคยมีประกาศ ลงเรื่องกรอบระยะเวลาในการพิจารณาคดีของศาลที่จะนับเเต่วันพิจารณาคดีนัดเเรกจนมีคำพิพากษาไม่เกิน 1 ปี เเต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยระหว่างการพิจารณาคดี ที่ต้องเปิดโอกาสให้คู่ความพิจารณาคดีเต็มที่
หากศาลฎีกาประทับรับฟ้องและไม่มีเหตุผลอื่น นั่นหมายความว่า 10 สส.พรรคปชน.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ยกเว้นจะมีคำสั่งเป็นแบบอื่น แบ่งเป็นสส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และอีก 2 คนที่เป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วย นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. จะเห็นว่า หลายคนเป็นตัวตึง และมีบทบาทสำคัญในการอภิปรายตรวจสอบฝ่ายบริหารในประเด็นต่าง ๆ

หากบทสรุปคดี 44 สส.พรรคก.ก. ออกมาในทางลบ ย่อมไม่เป็นผลดีกับแกนนำพรรคฝ่ายค้าน อีกทั้งยังมีวิบากกรรมอื่นรออยู่อีก ก่อนหน้านี้ “นายศรีสุวรรณ จรรยา” ประธานองค์การรักชาติรักแผ่นดิน เดินทางมายื่นหนังสือถึงกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้ยุบพรรคปชน. จากกรณีที่ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรคปชน. เปิดเผยข้อมูลภายในของพรรคปชน. ที่มีการจัดทำปฏิบัติการชี้นำข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง ผ่านบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งกกต.เรียกไปให้ข้อมูลแล้ว นอกจากนี้ยังมี “นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร” นักวิชาการอิสระ ที่ไปยื่นร้องให้ตรวจสอบพรรคปชน. ก็ออกมากล่าวภายหลังเข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่ 2 โดยขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) พิจารณายุบพรรคปชน.พร้อมดำเนินคดีอาญา เกี่ยวข้องกับบริษัทสื่อ สเปกเตอร์ ซี จำกัด และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า
นอกจากนี้ยังมีข่าว พรรคปชน.ได้จัดวางตำแหน่งบริหารต่าง ๆ ก่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรค ช่วงวันที่ 24-26 เม.ย.นี้ ซึ่งตรงกับช่วงที่ ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดีอดีต 44 สส.พรรคก.ก. เสนอชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 วันที่ 24 เม.ย. ว่า ในเรื่องของคดีความ ทางฝ่ายกฎหมายได้ประเมินไว้ใน 3 ทาง คือ 1.ไม่ประทับรับฟ้อง 2.ศาลประทับรับฟ้อง โดยที่ไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น สส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือศาลอาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ และ 3.ศาลสั่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม ในช่วงเวลาการประชุมใหญ่ พรรคปชน.ก็จะมีการเกาะติดคดีที่ศาลฎีกาไปพร้อมกันด้วย
ขณะที่การจัดวางบุคลากร เปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในพรรคที่น่าสนใจ มีอาทิ “อาจารย์ต้น” นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทนที่ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ที่จะถอยลงไปนั่งตำแหน่งเลขาธิการพรรค แทน นายศรายุทธ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน ที่แสดงสปิริตขอลาออกจากตำแหน่ง หลังนำพาพรรคพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69
นอกจากนี้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นโฆษกพรรค แทน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะขยับไปทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานวิปฝ่ายค้าน ด้านตำแหน่งแม่ทัพในภาคต่าง ๆ มีอาทิ ภาคเหนือตอนบน คือ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ และรองโฆษกพรรค ส่วนภาคเหนือตอนล่าง คือ นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ อดีต สส.พิษณุโลก เขต 5 สำหรับภาคอีสาน คือ นายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น ส่วนภาคใต้ คือ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ และ ในส่วนของ กทม. จะเป็นในรายของ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. อย่างไรก็ตามทุกตำแหน่งข้างต้น ยังคงเปลี่ยนเเปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่สามัญพรรค รวมถึง คดี 44 สส.ที่ศาลฎีกา นัดฟังคำสั่ง วันที่ 24 เม.ย.
ที่น่าสนใจแม้พรรคปชน. ดูเหมือนจะยอมรับในกระบวนวินิจฉัยของ “ศาลฎีกา” แต่จับท่าทีของสมาชิกพรรคบางคนถูกมองว่าหวังใช้กระบวนการแต่งตั้งผู้นำพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ มาพยายามกดดันการวินิจฉัยของศาลฎีกา โดย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. กล่าวถึงกรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯระบุยังไม่สามารถเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านได้ เนื่องจากต้องรอการแจ้งชื่อจากพรรคปชน. ว่า พรรคปชน.มีหัวหน้าพรรคที่ชัดเจน คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ
หากประธานสภาฯ จะเดินหน้าตามกระบวนการ สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องโยนความรับผิดชอบมาที่พรรคปชน. ทั้งนี้ ตามขั้นตอนการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ มีบรรทัดฐานการปฏิบัติจากประธานสภาฯ ในอดีตอย่างชัดเจน หากยังมีข้อสงสัยควรศึกษาข้อมูลและยึดแนวทางของผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน ไม่ใช่พูดที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณะ ทั้งนี้ ไม่ควรนำประเด็นส่วนของคดีตรวจสอบจริยธรรมที่สส.พรรคปชน.กำลังเผชิญอยู่ มาเป็นเหตุให้กระบวนการตามรธน.ล่าช้า
“ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านเป็นกลไกสำคัญตามระบอบประชาธิปไตย ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร การปล่อยให้เกิดความล่าช้าย่อมกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นายณัฐชา กล่าว
เช่นเดียวกับ “นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคปชน. ในฐานะมือกฎหมายของพรรคปชน. กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือกรณีของ นายณัฐพงษ์ ในฐานะว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านถ้าถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หมายความว่า ศาลสั่งผู้นำฝ่ายค้าน ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะส่งผลร้ายอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ที่จะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านหรือฝ่ายตรวจสอบอยู่ในสภา จึงเป็นเหตุผลที่ต้องส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อให้สั่งเป็นอย่างอื่น และให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่หากผลออกมาเลวร้ายสุด ก็อยู่ที่ว่าจะมีการพิจารณาตัวผู้แทนฝ่ายค้านอย่างไรต่อไป ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็อาจจะต้องทำ
คำถามคือ “นายโสภณ” จะกล้านำชื่อ “นายณัฐพงษ์” ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้านหรือ ในเมื่อยังไม่มีความชัดเจนในข้อกฎหมาย ตกลงศาลฎีกาจะประทับรับฟ้อง 44 สส.พรรคก.ก. ซึ่ง 1 ในนั้น มีชื่อ “นายณัฐพงษ์” ด้วยหรือไม่ หากนำชื่อหัวหน้าพรรคปชน. ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วเกิดปัญหาตามมาภายหลัง จะมีเสียงเรียกร้องให้รับผิดชอบ ในฐานะผู้ดำเนินการนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่

“นายโสภณ” เคยให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการทูลเกล้าฯ ชื่อ นายณัฐพงษ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ว่า ยังไม่ดำเนินการในขั้นตอนใด เพราะต้องรอให้ทางพรรคปชน.แจ้งชื่อมายังตน ถึงจะดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ดีขณะนี้ยังไม่มีการประสานใด ๆ มาจากทางพรรคปชน.
นั่นหมายความว่า หากพรรคปชน. ไม่ยืนยันการเสนอชื่อ “นายณัฐพงษ์” เป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้าน เชื่อว่า ประธานสภาฯ คงไม่กล้าดำเนินการเกี่ยวกับตำแหน่งสำคัญ ๆ แน่ เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น ต้องมีเสียงเรียกร้องให้รับผิดชอบ ในที่สุดต้องรอดูการใช้ตำแหน่ง “ผู้นำพรรคฝ่ายค้านฯ” มาใช้เป็นเหตุในการต่อสู้คดี หวังให้ศาลฎีกาไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะนำมาสู่ด้านบวกหรือลบ แต่ย่อมมีคนตั้งคำถาม การนำพรรคไปผูกติดบุคคล จะเหมาะสมหรือไม่ เพราะหากมีบุคคลใด ต้องมีอันเป็นไป เพราะมีปัญหาในข้อกฎหมาย หรือเผชิญปัญหาทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง พรรคจะเดินต่อไปไม่ได้ หรือพรรคปชน.ที่เติบโตมาจากกระแสคนเมือง จะเดินซ้ำร้อยพรรคการเมืองในอดีต เมื่อแกนนำพรรคเผชิญวิบากกรรม พรรคก็ต้องจบตามไปด้วย
……………………………………
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















