อนาถ!!เมื่อข้อมูล“ผู้นำประเทศ”ยังรั่วไหล แล้ว..ข้อมูล“คนไทย”จะอยู่ปลอดภัยหรือ!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า “ข้อมูล” กลายเป็น “ทรัพย์สิน” ที่มีค่ามากในโลกยุคดิจิทัล เพราะข้อมูลเพียงชิ้นเดียว…ก็อาจนำมาซึ่งการ “หลอกลวง-โจรกรรม-แบล็กเมล์-โจมตีทางไซเบอร์” หรือ…แม้แต่เรื่องของ “ความมั่นคงของประเทศ” ก็อาจกระทบกระเทือนได้ไม่น้อย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่มีการ “เผยแพร่ข้อมูล” ที่เกี่ยวข้องกับ “นายกรัฐมนตรี” และ “ผู้บริหารระดับสูง” บนโลกออนไลน์ จึงไม่ใช่เพียง “ข่าวการเมือง” หรือ “ดราม่าบนโซเชียล” หากแต่เป็น “สัญญาณเตือน” ครั้งสำคัญว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่”

ในหลายกรณีข้อมูลที่เผยแพร่ อาจเป็นข้อมูลที่เคยปรากฏในที่สาธารณะ หรือยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เพียงการที่ “ข้อมูลของบุคคลระดับผู้นำประเทศ” ถูกนำมารวบรวม เชื่อมโยง และเผยแพร่เป็นวงกว้าง ก็เพียงพอที่จะตั้งคำถามว่า “ระบบการคุ้มครองข้อมูลของไทยแข็งแรงเพียงพอแล้วหรือไม่?”

เพราะ…ในโลกไซเบอร์ ข้อมูลที่กระจัดกระจาย เมื่อถูกนำมาต่อจิ๊กซอว์เข้าด้วยกัน ก็สามารถกลายเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่สร้างความเสียหายได้

หาก! ข้อมูลของบุคคลที่มีระบบอารักขาและมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุดของประเทศ ยังกลายเป็นประเด็นบนโลกออนไลน์ แล้วประชาชนทั่วไปที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงก์กิ้ง ซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรือเก็บข้อมูลชีวิตไว้บนคลาวด์ จะมีหลักประกันอะไรว่า ข้อมูลส่วนตัวจะไม่ตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี

หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการเงิน และองค์กรขนาดใหญ่ หลายกรณีทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนถูกนำไปซื้อขายบนโลกมืด บางกรณีถูกใช้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง จนมีผู้สูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต

คำถาม? คือ…มิจฉาชีพรู้ข้อมูลของเหยื่อได้อย่างไร???

คำตอบ…เรื่องนี้ใช่ว่า เป็นเพราะบรรดามิจฉาชีพเก่งแต่เพียงอย่างเดียว แต่เพราะข้อมูลของคุณ ๆ ท่าน ๆ ในยุคนี้ กระจัดกระจายอยู่ในหลายระบบ

ทั้งชื่อ-นามสกุล-เบอร์โทรศัพท์-เลขบัตรประชาชน-อีเมล-ที่อยู่-วันเดือนปีเกิด หรือแม้แต่พฤติกรรมการใช้จ่าย ต่างเป็นข้อมูลที่เมื่อถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ก็สามารถสร้าง “ตัวตนดิจิทัล” ของบุคคลได้อย่างสมบูรณ์

นั่นหมายความว่า…การรั่วไหลของข้อมูล 1 ครั้ง ไม่ได้จบลงแค่การได้รับสายโทรศัพท์ขายประกัน แต่สามารถนำไปต่อยอดไปสู่การ “สวมรอยเปิดบัญชี-การหลอกโอนเงิน-การปลอมแปลงเอกสาร-การเข้าถึงบัญชีทางการเงิน” ได้ในที่สุด

ในมุมของ “ความมั่นคง” ความเสี่ยงยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น ถ้าข้อมูลของ “ผู้นำประเทศ” หรือ “บุคคลสำคัญของประเทศ” ตกไปอยู่ในมือของ “ผู้ไม่หวังดี” ก็อาจถูกนำไปวิเคราะห์พฤติกรรม รูปแบบการเดินทาง-ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ใช้ประกอบการโจมตีทางไซเบอร์แบบเจาะจงเป้าหมายก็เป็นไปได้

ขณะเดียวกันในมุมของ “เศรษฐกิจ”ยิ่งน่าเป็นห่วงไม่น้อย เพราะทุกวันนี้…รัฐบาลกำลังผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้บริการภาครัฐผ่านระบบออนไลน์ การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ความหวังของรัฐบาลจะไปต่อไม่ได้เลย! หาก “คนทั้งประเทศไม่เชื่อมั่น” ว่า ข้อมูลของตัวเองจะได้รับการปกป้อง เมื่อความเชื่อมั่นลดลง ประชาชนก็ลังเลที่จะใช้บริการดิจิทัล ธุรกรรมออนไลน์ชะลอตัว การใช้บริการภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ลดลง และต้นทุนในการสร้างความไว้วางใจของประเทศก็เพิ่มสูงขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ บรรดาภาคธุรกิจ นักลงทุน ก็ต้องหวาดผวา เพราะทุกวันนี้ นักลงทุนต่างชาติไม่ได้พิจารณาเพียงแค่อัตราภาษี ค่าแรง หรือสิทธิประโยชน์จากการลงทุน เท่านั้น

นักลงทุนในปัจจุบัน ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของความพร้อมด้านความมั่นคงไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของแต่ละประเทศด้วย

โดยเฉพาะในยุคที่ไทยต้องการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์คอมพิวติ้ง และอุตสาหกรรม เอไอ ที่ล้วนแต่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นว่าประเทศปลายทางสามารถดูแลข้อมูลได้อย่างปลอดภัย

ถ้าประเทศไทยยังมีภาพจำเรื่อง “ข้อมูลรั่วไหล” เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ต้นทุน” ที่ประเทศต้องจ่าย อาจไม่ใช่เพียงค่าชดเชยความเสียหายเท่านั้น แต่หมายถึง…“ต้นทุนแห่งความเชื่อมั่น” ที่สูญเสียไป ที่ต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะเรียกคืนกลับมาได้!

…………………………….

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img