รายงาน World Economic Outlook ของ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ-IMF” ฉบับล่าสุดประจำเดือนเมษายนนี้ คาดว่า GDP ของไทยจะโตแค่ 1% เท่านั้น จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.6% ถือว่าต่ำสุดในภูมิภาค
สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทั้งอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่คาดว่า จะโตได้มากกว่า 3.5 % ส่วนดาวรุ่งพุ่งแรงอย่างเวียดนาม คาดว่าจะโตได้ถึง 7.1% นำโด่งทิ้งประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันขาดลอยแบบไม่เห็นฝุ่น
สำหรับ ประเทศไทย งานนี้เรียกว่า“เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างเต็มปากเต็มคำจริง ๆ” เพราะเราอยู่อันดับสุดท้ายอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ต้องบอกว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมา GDP ของไทยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน โดนเพื่อนบ้านที่เคยตามหลังไล่จี้มาตลอด ทุกวันนี้ประเทศเวียดนามที่เคยตามหลังไทย ก็เริ่มขยับแซงขึ้นหน้า ส่วนมาเลย์ทิ้งห่างไทยไปเรื่อย ๆขณะที่ไทยยังติดกับดักรายได้ปานกลาง มาเลย์เหลืออีกไม่กี่ปี ก็จะก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูง อินโดฯ ก็เสมอต้นเสมอปลาย ฟิลิปปินส์เคยเป็นคนป่วยแห่งเอเซีย ตอนนี้อาการดีขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มกลับมาแข็งแรงแล้ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหา “การทุจริตคอร์รัปชัน” เป็น “ตัวฉุดรั้งประเทศ” มีการคาดการณ์ว่า แต่ละปีมีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการภาครัฐราว 5 แสนล้านบาท หากนับในช่วงเวลา 12 ปีหลังรัฐประหาร (2557-2569) ประเมินว่า ประเทศไทยมีการทุจริตคอร์รัปชันรวมกว่า 5 ล้านล้านบาท

“ทีดีอาร์ไอ” ระบุว่า ตัวเลขสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึง 20-30% ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันทำให้ประเทศไทยสูญเสียเม็ดเงินสำหรับใช้พัฒนาประเทศแต่ละปีมหาศาล ยิ่งกว่านั้น ยังทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น บางรายได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอแล้ว ตัดสินใจย้ายหนีไปลงทุนที่อื่น เพราะ “จ่ายใต้โต๊ะ” ไม่ไหว การทุจริตคอร์รัปชันทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสจากโครงการลงทุนดี ๆ หลายโครงการ
อย่างไรก็ตาม แม้การทุจริตคอร์รัปชันจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับ “การคอร์รัปชันโอกาส” ของประเทศโดยนักการเมืองและข้าราชการ ที่กัดกินประเทศ ลึกกว่าและสร้างความเสียหายมากกว่า
แม้ความเสียหายจาก “การคอร์รัปชันโอกาสของประเทศ” จะไม่ปรากฏในงบการเงิน ไม่เคยถูกนับเป็น “ต้นทุน” แต่ผลกระทบกลับรุนแรงกว่าการทุจริตคอร์รัปชันทั่วไปหลายเท่า
การที่ประเทศมี “ผู้นำที่ไร้วุฒิภาวะ” ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะไม่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นสำหรับโลกสมัยใหม่ที่เศรษฐกิจสลับซับซ้อน เท่ากับเป็น“การคอร์รัปชันโอกาส” ของประเทศเวลามีวิกฤติเศรษฐกิจ จึงเกิดความเสียหายมาก อีกทั้ง “ผู้นำที่ไม่มีศักยภาพ” หลายเรื่อง “ไม่ยอมตัดสินใจ” หรือ “ตัดสินใจช้า” จนเกิดความเสียหายตามมา ทำให้โอกาสของประเทศ ต้องหลุดมืออย่างน่าเสียดาย เช่น การลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลาย ๆ โครงการ
จะเห็นว่า ที่ผ่านมา รัฐลงทุนโครงการขนาดใหญ่น้อยมาก บางโครงการเซ็นสัญญาแล้ว แต่ล่าช้าออกไป 2-3 ปี การชะลอออกไป ทำให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจไม่น้อย
การที่ประเทศมี “ผู้นำไร้ศักยภาพ-นักการเมืองไร้ความสามารถ” เป็นผลมาจาก “วัฒนธรรมการเมืองไทย” และ “ระบบการคัดเลือกนักการเมือง” ที่เอื้อให้ถูก “ครอบงำ” โดย “ผู้มีอิทธิพล” หรือที่เรียกว่า “บ้านใหญ่”

การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี จะถูกแบ่งตามโควตา สส.ในมุ้งต่าง ๆ ไม่ได้มาด้วยความรู้ความสามารถจริง ๆ แม้ในช่วงหลังพรรคการเมืองเก่า ๆ ต้องการ “ลบภาพบ้านใหญ่” พยายามผลักดันคนรุ่นใหม่ขึ้นซึ่งเป็น “คนรุ่นใหม่ลูกหลานบ้านใหญ่” กลายเป็นมรดกทางการเมืองของคนไม่กี่ตระกูล ขาดประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน บริหารงานแบบ “มือสมัครเล่น” ต้องฟังข้าราชการ ไม่สามารถผลักดันนโยบายออกมา ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน
ขณะเดียวกัน จุดอ่อนของประเทศไทย อีกอย่างคือ การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ๆ ทำให้ไม่มีเสถียรภาพ นโยบายไม่นิ่งขาดความต่อเนื่อง รัฐบาลใหม่เข้ามาก็มารื้อนโยบายหรือโครงการของรัฐบาลเก่า นำนโยบายใหม่ปั้นโครงการใหม่ ๆ มาเสียบแทน บางครั้งแค่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรี แต่สังกัดพรรคเดียวกัน ก็ยังรื้อนโยบายหรือโครงการของรัฐมนตรีคนก่อน ทำให้ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ วนลูปอย่างนี้ ไม่จบไม่สิ้น สร้างความเสียหายจากนโยบายไม่ต่อเนื่อง เท่ากับเป็นการ “การคอร์รัปชันโอกาส” ของประเทศไทย
ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย กติกาเปลี่ยนบ่อย ๆ ทำให้นักลงทุนที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในไทย ตัดสินใจไปลงทุนประเทศอื่นแทน ซึ่ง“ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย” กลายเป็น “ต้นทุนแฝงของนักลงทุน” ยิ่งโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาดำเนินงาน 5-10 ปี จะถูกประเมินว่า มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนจึงเลือกลงทุนในประเทศที่การเมืองมั่นคง รัฐบาลมีเสถียรภาพ นโยบายนิ่งและต่อเนื่องทำให้ “คาดการณ์” ได้ง่ายกว่า แม้ผลตอบแทนที่ได้รับ อาจจะไม่เท่ากับลงทุนในไทยก็ตาม น่าเสียดาย…สิ่งที่หายไปจาก “การคอร์รัปชันโอกาส” ไม่ใช่แค่เงินลงทุน แต่คือ “ห่วงโซ่อุปทาน” เทคโนโลยีและการจ้างงานคุณภาพสูงที่จะตามมา
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า…เราสูญเสียไปเท่าไหร่จากการทุจริต แต่เรา “เสียโอกาส” มากแค่ไหนใน “การคอร์รัปชันโอกาสของประทศ” จากการปล่อยให้นักการเมืองที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีศักยภาพ ไม่มีความรู้มาบริหารประเทศ ในยามที่โลกผันผวน อย่างทุกวันนี้
……………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย….. “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















