ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน ถูกขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยเหตุนี้เองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ดาต้าเซ็นเตอร์” (Data Center) จึงกลายเป็นดาวเด่นและเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของโลก ประเทศไทย ก็ไม่ยอมตกกระแสและได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนต่างชาติ จึงมีนโยบายดึง “บิ๊กเทคระดับโลก” เข้ามาลงทุน โดยตั้งความหวังว่าไทยจะเป็น “ฮับดาต้าเซ็นเตอร์” ของภูมิภาคอาเซียน เลยทีเดียว
ล่าสุด “นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ.) เปิดเผยว่า ในปี 2568 มีบริษัทต่างชาติขอส่งเสริมการลงทุน Data Center รวม 36 บริษัท มูลค่า 728,000 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้มีบริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้ง Amazon Web Service (AWS), Google, Microsoft, True Internet GSA (กลุ่มกัลฟ์), Stellar DC, Global Switch, Evolution และ Fray Tech ปักหมุดอยู่ในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว และล่าสุดบีโอไอ.ยังได้อนุมัติโครงการของ Tik Tok สกายไลน์ และบริดจ์ เป็นเม็ดเงินกว่า 9 แสนล้านบาทอีกด้วย
ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยืนยันว่า ไทยกำลังก้าวขึ้นเป็น “ดิจิทัล ฮับ” ของอาเซียน ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้น แต่ถ้ามองให้ลึกกว่า ตัวเลขการลงทุน ประเทศไทยจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงพื้นที่ตั้ง “เซิร์ฟเวอร์” ของต่างชาติ
ต้องบอกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยคุ้นชินกับโมเดลเศรษฐกิจแบบดึงต่างชาติมาลงทุนโดยตลอด ตั้งแต่ยุคฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ ปิโตรเคมี ซึ่งเราไม่เคยมีสินค้าเป็นของตัวเอง แต่วันนี้คำถามย้อนกลับมาอีกครั้งในยุค AI เพราะสิ่งที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุนทุกวันนี้ ไม่ใช่โรงงานที่จ้างแรงงานจำนวนมากเหมือนในอดีต แต่คือ “ดาต้า เซ็นเตอร์” เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนสูงแต่ใช้คนทำงานต่ำ ทุกอย่างใช้ระบบอัตโนมัติแทบทั้งหมด คนไทยจะได้คงแค่ รปภ. แม่บ้าน ช่างดูแลระบบ ธุรการ และงานซ่อมบำรุงพื้นฐาน ส่วนงานที่ต้องใช้คนที่มีศักยภาพสูง ๆ และตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ ยังคงนั่งทำงานอยู่ที่บริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกา จีนหรือสิงคโปร์

มิหนำซ้ำอุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้ทรัพยากรมหาศาลกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ “เอไอ ดาต้าเซ็นเตอร์” กินไฟระดับเมืองเล็ก ๆ และต้องใช้น้ำจำนวนมาก ระบายความร้อน
คำถามจึงไม่ใช่แค่มีเงินลงทุนไหลเข้ามาประเทศไทยกี่แสนล้านบาท แต่ประเทศไทยเสียอะไรบ้าง ในการเปิดบ้านรองรับการลงทุนเหล่านี้ ซึ่ง “บิ๊กเทค” ส่วนใหญ่จะขอลงทุนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เพราะมีความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเรื่องไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต แต่สิ่งที่ตามมาคือ จะเกิดการแย่งใช้ทรัพยากรระหว่าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” กับ “คนในเมืองหลวง” อันที่จริงรัฐควรจะส่งเสริมให้ ไปลงทุนในต่างจังหวัดที่มีประชาชนอาศัยอยู่น้อยน่าจะดีกว่า
ตราบใดที่รัฐยังเดินหน้าอนุมัติโครงการขนาดยักษ์ โดยไม่มีการวางแผนในระยะยาว ประเทศไทยอาจจะต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้บริษัทต่างชาติได้ผลกำไร แต่ผลประโยชน์จะตกอยู่กับคนไทยจริง ๆ น้อยมาก น้อยกว่าที่ภาครัฐโฆษณาชวนเชื่อหลายเท่า อย่างไรก็ตาม การมี “ดาต้าเซ็นเตอร์” ไม่ได้มีแต่ข้อเสีย ข้อดีก็มี อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลดีขึ้น อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น คลาวด์ เซอร์วิส มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจดึงธุรกิจเทคโนโลยีอื่น ๆ เข้ามาลงทุนในบ้านเราในอนาคต
ที่ผ่านมา รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มักจะหยุดดีใจอยู่แค่ “เม็ดเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท” ที่เข้ามา แต่ไม่ได้ถามต่อว่า ประเทศไทยได้มูลค่าเพิ่มอะไรบ้าง จากการที่ “บิ๊กเทคระดับโลก” เข้ามาลงทุน นี่คือ “จุดต่าง” ระหว่าง ประเทศที่เป็นเพียงฐานการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ กับ ประเทศที่กลายเป็นมหาอำนาจเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น สิงค์โปร์จะเห็นชัดไม่ได้เป็นแค่ฐานของดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ได้ต่อยอดเป็น Fintech, VC, AI Research เป็นต้น ขณะที่ไทยยังวนอยู่กับโมเดลเดิม ๆ คือ ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้วก็จบ ไม่ได้ต่อยอดเป็น “อีโคซีสเต็มเทค” ของตัวเอง ทั้งที่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลในการรองรับ

ก่อนที่คิดจะเป็น “ฮับดาต้าเซ็นเตอร์” ของภูมิภาค “บีโอไอ.” น่าจะย้อนไปศึกษาบทเรียนในอดีตจากกรณีของ “ดีทรอยต์แห่งเอเซีย” ที่จุดเริ่มมีมาตั้งแต่ “อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่น” พาเหรดเข้ามาลงทุนบ้านเราเมื่อ 40-50 ปี ที่ต้องยอมรับว่า กลุ่มรถยนต์สันดาปของญี่ปุ่นที่มีกำลังผลิตต่อปีพุ่งไปแตะ 2 ล้านคัน สร้างการจ้างงานไม่น้อย โดยเฉพาะ “ซัพพลายเชน” ที่ป้อนชิ้นส่วนให้กับโรงงานผลิต ถ้าคิดเป็นรายได้ก็มหาศาล แต่ผลกำไรที่ตกอยู่ในบ้านเรา ไม่เท่าไหร่ จะได้แค่แรงงานกับรายได้ของบริษัทชิ้นส่วนคนไทยบ้างนิดหน่อย ส่วนรัฐก็ได้ภาษี…เท่านั้น
ทุกวันนี้ยิ่งหนัก เมื่อไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปเป็นโรงงานผลิตรถ EV แทบไม่ได้เอื้อประโยชน์อะไรกับคนไทยเลย เพราะจำนวนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่ทางบีโอไอตกลงกับค่ายจีน 40% ซึ่งประกอบด้วย แบตเตอรี่กับ E พาร์ต ที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ระบบควบคุม, มอเตอร์, คอนเวอร์เตอร์ แต่ตอนนี้บ้านเรายังไม่มีใครทำได้ ดังนั้นโอกาสของซัพพลายเออร์คนไทยจึงมีแค่ 10% เช่น งานพลาสติก เบาะ เล็ก ๆ น้อย ๆ
“ดีทรอยต์แห่งเอเซีย” จึงเป็นแค่นิคมอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ของค่ายรถต่างชาติ เพราะจนถึงทุกวันนี้ ไทยก็ยังไม่มีแบรนด์รถยนต์ของตัวเองและไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทรถยนต์ที่เข้ามาลงทุน
หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้าน “ดาต้าเซ็นเตอร์” จริง ๆ ต้องไม่ใช่แค่เป็นฐานที่ตั้งได้แค่ขายที่ดิน ไฟฟ้าและน้ำ เท่านั้น อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “ดีทรอยต์แห่งเอเซีย”…เลย
……………………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย….. “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















