“เทพไท” หนุน “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ผนึกกำลังยื่นตีความ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” ขัด รธน. มาตรา 172 หรือไม่ หลัง “ปชป.” นำร่อง ประกาศยื่นตีความต่อศาล รธน. เชื่อเป็นการตีเช็คเปล่า ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน สามารถออกเป็น พ.ร.บ.ผ่านการพิจารณาของสภาฯได้
เมื่อวันที่ 6 พ.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นในหัวข้อ “หนุนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นตีความพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” มีรายละเอียดว่า…“หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคาร (5 พ.ค.) ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีทั้งหมดมายืนแถลงข่าว เพื่อยืนยันมติของคณะรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติให้มีการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ที่รัฐบาลอ้างเหตุผลความจำเป็น จะต้องกู้เงินมารองรับสถานการณ์สงครามสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจน้ำมันขาดแคลนและน้ำมันแพงไปทั่วโลก
ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติน้ำมัน แต่มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านเรื่องการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล เพราะเห็นว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน รัฐบาลสามารถจะบริหารจัดการไม่ให้เกิดวิกฤต ถึงขั้นต้องออกพ.ร.ก.กู้เงินมาเยียวยาช่วยเหลือ แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ แต่เมื่อรัฐบาลอ้างถึงความจำเป็นโดยยกเอาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่บัญญัติว่า “ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนด ให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้ การพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้”
ถ้าดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 คือว่า สถานการณ์ต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด และอาจจะทำให้เกิดวิกฤต หรือปัญหาทางเศรษฐกิจรุนแรงได้ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าฟังความเห็นของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ตอบกระทู้ถามของนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่สอบถามเรื่องเกี่ยวกับการออกพ.ร.ก.กู้เงินว่า มีความจำเป็นมาก-น้อยเพียงใด ซึ่งคำตอบของนายเอกนิติ ตอบในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ยังยืนยันว่า “จำเป็นที่จะเตรียมกระสุนเพื่อรับมือกับวิกฤตโลกที่จะเกิดขึ้น” ซึ่งหมายความว่า เป็นการกู้เงินมาเพื่อสำรอง และเตรียมความพร้อมเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉินในปัจจุบัน ไม่ได้มีความจำเป็นรีบด่วน
ถ้าดูเหตุผลของนายอนุทินแถลง และนายเอกนิติ ตอบคำถามของสื่อมวลชน จะพบว่าการกู้เงินมา 4 แสนล้านบาท จากเดิมเคยตั้งเป้าจะออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ทำให้ประหยัดเงินกู้ไป 1 แสนล้านบาท แต่เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะนำมาใช้ในการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนจากโครงการคนละครึ่ง นำมาเติมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะนำมาสนับสนุนโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อปรับโครงสร้างการใช้ไฟฟ้า หรือโครงการแลกเปลี่ยนรถ EV ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ประเด็นปัญหาเร่งด่วนเลย ซึ่งรัฐบาลสามารถออกเป็นพ.ร.บ.ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบการใช้เงิน
การออกเป็นพ.ร.ก.กู้เงินเปรียบเสมือนการ “ตีเช็คเปล่า” ไม่สามารถตรวจสอบได้ และการออกพ.ร.ก.ครั้งนี้ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ประกาศที่จะยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ก็อยากจะให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค ที่จะต้องร่วมมือกัน ลงชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่”



















