อ่านจังหวะ “ส่งลูก-รับลูก” ในการสร้างกระแส “คดีฮั้ว สว.” ให้กลับมาอยู่ในจุดโฟกัสทางการเมือง ระหว่าง “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่เล่นบท “ส่งลูก” ไปยื่นเรื่อง “คดีฮั้วเลือก สว.” ให้ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน “รับลูก” เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่รัฐสภา จนกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนทางการเมือง
วิเคราะห์ฉากหลังของเรื่องนี้ได้ไม่ยากว่า ทั้ง 2 คน อาจมีเป้าหมาย 2 อย่าง หนึ่ง…ต้องการทำให้คดีฮั้ว สว.กลับมาอยู่ในจุดสนใจทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง หลังเรื่องนี้เงียบไปนาน สอง…คงหวังกดดันไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เร่งวินิจฉัยสรุปคดีฮั้ว สว.โดยเร็ว โดยเฉพาะให้ทำตามไทม์ไลน์ที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะจบภายในเดือนสิงหาคม อย่าได้มีการขยายเวลาออกไปอีก
และที่สำคัญต้องการกดดัน กกต.ให้ทำสำนวนส่งศาลฎีกาฯ เอาผิดคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะพวกที่เคยมีชื่อปรากฏในสำนวนของอนุกรรมการไต่สวนคณะที่ 26 ของ กกต.ก่อนหน้านี้ ที่มีมติให้เอาผิดผู้เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.ร่วม 229 แยกเป็น สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ จำนวน 138 คนและเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องทางการเมืองอีก จำนวน 91 คนที่ส่วนใหญ่จะเป็น สส.-ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใน พรรคสีน้ำเงิน ที่เคยมีข่าวว่าถูกอนุฯ กกต.ส่งหนังสือไปแจ้งข้อกล่าวหา
อ่านทางได้ว่า ทั้ง 2 คน คงต้องการดักทาง ไม่ให้ กกต.ใหญ่ 7 เสียง มีมติเอาผิด ส่งเรื่องไปศาลฎีกา เพียงแค่ไม่กี่คน โดยเฉพาะอาจมีแค่ “สว.สีน้ำเงิน” ไม่กี่คน ที่ไม่ใช่ระดับเฮด คีย์แมน แถมอาจเป็น “สว.พวกสีน้ำเงินอ่อน” คือไม่ใช่ “สว.น้ำเงินแท้” แต่มาอยู่กับกลุ่มสว.สีน้ำเงินภายหลัง แล้วปล่อยพวกระดับคีย์แมนในรัฐบาลและพรรคน้ำเงิน รวมถึงคนที่มีตำแหน่งใหญ่ในวุฒิสภา…ไปหมด พูดง่าย ๆ ต้องการกดดันให้ กกต. เอาผิดพวกนักการเมืองพรรคสีน้ำเงินด้วย โดยเฉพาะพวกระดับรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรค รวมถึงแม้แต่กับตัว “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

จับจังหวะย่างก้าวรอบนี้ว่า ไม่ธรรมดา เพราะเลือกออกมาหลังสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กกต. เพิ่งมีมติ ที่ประชุม กกต. ด้วยเสียงส่วนใหญ่ 5 ต่อ 2 ให้ยกเลิกการประเมินผลการปฏิบัติงานของ “แสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ประจำปีงบประมาณ 2568 ของ กกต.ชุดที่ “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน โดย กกต.ชุดปัจจุบันจะประเมินเอง อันเป็นมติที่จะส่งผลให้นายแสวง ยังคงดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ต่อไปได้และอาจจะอยู่จนครบวาระ 5 ปีในวันที่ 31 มีนาคม 2570
ซึ่งก็มีการถอดรหัสทางการเมือง แบบดักทาง กกต.ว่า ก็ไม่แน่ กกต.อาจมีมติด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 หรือไม่ก็ 5 ต่อ 2 แบบเดียวกับมติของ “แสวง” ในการไม่เอาผิดคดีฮั้ว สว.แบบยกพวง-ยกเข่ง ยิ่งมีการมองกันว่า กกต.ชุดปัจจุบัน มีถึง 4 คน ที่เข้ามาเป็นกกต.ในเวลานี้ได้ ก็เพราะ สว.ชุดปัจจุบัน โหวตเห็นชอบเข้าไป และสว.ที่โหวตเห็นชอบ ก็คือพวกสว.สีน้ำเงิน ที่คุมเสียงข้างมากในสภาสูงและส่วนใหญ่มีชื่ออยู่ในแฟ้มคดีฮั้ว สว.ทั้งสิ้น เลยมีการวิเคราะห์กันไปล่วงหน้าว่า แล้วแบบนี้ กกต.จะไปเอาผิดกับ สว. จำนวนร้อยกว่าคนที่เห็นชอบให้เข้ามาเป็น กกต.ได้อย่างไร
ข้างต้นคือประเด็นที่สังคมจับตาและตั้งคำถาม กันอยู่ในเวลานี้ ในช่วงที่คดีฮั้ว สว.ใกล้งวดเข้ามาเรื่อย ๆ และจุดนี้แหละ คงเป็นแรงส่ง ที่ทำให้มีการวางแผน “ส่งลูก-รับลูก” จาก “ไอลอว์” กับแกนนำพรรคประชาชน “พริษฐ์” ในการมายื่นเอกสารแล้วแถลงข่าว พร้อมเปิดชื่อ 9 นักการเมือง ว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.
ทั้งที่ว่าไปแล้ว ข้อมูลทั้งหมด ก็เป็นข่าวมาร่วม 2 ปีแล้ว ไม่ได้มีข้อมูลหลักฐานอะไรใหม่ แต่ทั้ง 2 คน ก็เลือกที่จะใช้เวทีของรัฐสภา โยนระเบิดใส่ “อนุทิน-พรรคสีน้ำเงิน-สว.สีน้ำเงิน” ที่ก็ได้ผลระดับหนึ่ง เพราะปรากฏว่า “อนุทิน” และคนที่มีชื่อ ต่างประกาศจะดำเนินคดีกับ “ยิ่งชีพ” แกนนำไอลอว์ทันที
อย่างเช่นเมื่อวันศุกร์ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ “สุขสมรวย วันทนียกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อตามการแถลงของไอลอว์ด้วย ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับ “ยิ่งชีพ” ในข้อหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา…นำร่องเป็นคนแรก
“สุขสมรวย” แกนนำภูมิใจไทย สายอีสานใต้ บอกว่า “ที่ต้องมาแจ้งความที่ จ.อำนาจเจริญ เพราะเดินทางกลับบ้านที่อำนาจเจริญพอดี ก็เลยไปแจ้งความไว้ ทั้งที่ คดีฮั้ว สว. เราเงียบมาตลอด เพราะต้องรอให้ กกต.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดสินไปตามขั้นตอน การที่นายยิ่งชีพออกมาพูดในช่วงนี้ มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ เพราะจากข่าวบอกว่าเป็นข้อมูลเก่า และตัวนายยิ่งชีพยังยอมรับเองว่าไม่ได้มีหลักฐานแต่ไปฟังจากคนอื่นที่มาเล่าให้ฟัง แบบนี้เหมือนถูกใส่ความฟรี ๆ ไม่ใช่เพื่อปิดปาก แต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกับการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ เพราะพร้อมให้ตรวจสอบอยู่แล้ว จึงอยากให้นายยิ่งชีพคิดแบบใจเขาใจเราว่า หากกลุ่ม iLaw ถูกกล่าวหาว่า มีสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคการเมืองบางพรรคและได้รับเงินสนับสนุนจากแหล่งทุนที่น่าสงสัยมาเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยที่ผู้กล่าวหาไม่มีพยานหลักฐาน ก็ดูไม่เป็นธรรมและไม่สง่างามกับทางกลุ่ม iLaw จริงหรือไม่”
ทั้งนี้ว่ากันตามความเป็นจริง ในวงการการเมือง รู้กันดีว่า “ยิ่งชีพ” กับ “พริษฐ์” สนิทกันระดับหนึ่ง เพราะเคยทำงานทางการเมืองนอกรัฐสภามาด้วยกัน

ตั้งแต่ตอน “ไอติม-พริษฐ์” ยังไม่เข้าพรรคส้ม-พรรคก้าวไกล เลยด้วยซ้ำ เพราะหลัง “พริษฐ์” หลาน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ หลังพรรคมีมติร่วมรัฐบาลสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัว “พริษฐ์” ที่ตอนนั้นลงเลือกตั้งปี 2562 แล้วสอบตก ก็ลาออกจากประชาธิปัตย์ ตามหลัง “อภิสิทธิ์” อาของตัวเองทันที แล้วก็ไปตั้งกลุ่มอิสระ ชื่อ “Re-Solution” ที่เคลื่อนไหวล่ารายชื่อประชาชน เพื่อสนับสนุนการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยชูแคมเปญ “ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์” โดยทำงานประสานไปเป็นด้วยกันกับกลุ่มไอลอว์ มาตลอด ทำให้ทั้ง 2 คนคุ้นเคยสนิทกันมาหลายปี จนต่อมา “พริษฐ์” ก็ไปอยู่กับพรรคก้าวไกลที่เป็นพรรคประชาชนในปัจจุบัน แต่ทั้ง 2 คนเลือกที่จะใช้วิธี “ส่งลูก-รับลูก” กันกลางรัฐสภา พร้อมกับแถลงข่าวกับสื่อ เปิดชื่อ “9 นักการเมือง” เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นชื่อแรก
จุดนี้ทำให้…ไม่พ้นต้องถูกมองและตั้งคำถามทางการเมืองว่า การส่งลูก-รับลูกดังกล่าว โดยที่ก็ไม่ได้มีหลักฐานใหม่ หลักฐานเด็ดอะไร แต่เล่นใหญ่กลางสภาฯ สุดท้ายแล้ว มีวาระอะไรพิเศษหรือไม่ หลังที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ตัวพริษฐ์ และพรรคประชาชน ไล่บี้คดีฮั้ว สว.หนักในช่วงหลัง แต่ก็ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้าใด ๆ ออกมาจาก กกต. ขณะที่กระแสสังคม ก็ดูจะไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้มากเท่าไหร่แล้วในระยะหลัง เพราะยืดเยื้อมา 2 ปีกว่า
ด้วยเหตุนี้ คนบางส่วน จึงตั้งคำถามได้เช่นกันว่า การเคลื่อนไหวข้างต้น หวังผลเพื่อสร้างกระแสให้คดีฮั้วสว.กลับมาอีกครั้งและเพื่อกดดันกกต.ไปด้วยอีกทางหนึ่ง…ใช่หรือไม่
แน่นอนว่า การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่หากจะทำ แล้วหวังผลให้เกิดแรงกระเพื่อม ก็มีเสียงเสนอแนะมาว่า มันก็ควรต้องมีข้อมูลที่ใหม่ มีหลักฐานมากกว่านี้ ใช่หรือไม่ นี้คือสิ่งที่คนบางส่วน ต้องการส่งเสียงสะท้อนไปยัง ไอลอว์และพรรคประชาชน เพื่อบอกว่า หากจะจัดใหญ่ มันต้องเด็ดกว่านี้ ไม่ใช่เปิดฉากบอกจะเล่นใหญ่ แต่ฉายหนังออกมา กลายเป็นข้อมูลเก่า หนังม้วนเดิม
………………………………………….
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















