“สว.นันทนา”โอดถูกสว.น้ำเงินเอาคืนขุดคุนห้องจูปีเตอร์ ยันรวมตัวกันเปิดเผย ไร้โพยฮั้ว ย้ำชัดเป็นความเหิมเกริมที่ใช้เสียงข้างมากลากไป แต่ขอบอกว่า”กูไม่กลัวมึง”
เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ สมัชชาสภาเที่ยงธรรม ภาคีเครือข่าวเพื่อการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ และสว.สำรอง จัดเสวนา โกงสว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนา นันทวโรภาสสว.นายภัทรพงษ์ ศุภักอักษร หรือทนายอั๋น นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw พลตำรวจโทคำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง และว่าที่ร้อยตรีมนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัครสว.ร่วมเสวนา
โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กล่าวว่าเราไม่ได้มาเพื่อเฉลิมฉลอง แต่เรามาเพื่อจดจำว่าการรัฐประหารทำให้ประเทศมีปัญหาขนาดไหน ประชาชนไม่มีความศรัทธากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หรือกกต.หค.เพราะตั้งแต่เลือกสว.ปี 67 เป็นต้นมาหลายฝ่ายส่งเสียงร้องไปที่กกต.คนที่นั่งอยู่ในสภาไม่ใช่คนที่ได้มาโดยปกติ เพราะสิ่งที่เป็นหลักฐานชัดเจนคือคะแนนที่มากันเป็นปึกๆ มาแบบล้มกระดาน พฤติกรรมการรวมกลุ่มกันเสื้อเหลือง แฟ้มดำ รถตู้มาเป็นขบวนพฤติกรรมในสภาคือโหวตไปในทางเดียวกัน ตั้งแต่วันแรกคือเลือกประธานวุฒิสภา และการลงมติหลังจากนั้นเป็นต้นมา 2 ปีเศษคือการลงมติด้วยเสียงข้างมาก 150+ + ซึ่งกกต.ควรจะมาจัดการสะสาง แต่เราก็ไม่ได้เห็นว่ากกต.จะไปสะสางแต่กลับไปส่งฟ้องสว.สอบตก 40 คดี ทั้งนี้คิดว่าถ้ากกต.จัดการสว.ที่นั่งอยู่ในสภาให้เรียบร้อย แล้วไม่มีอะไรทำ ภาษาจีนเรียกว่าเจี่ยะป้าบ่อสื่อ หรือ กินอิ่มไปอยู่ดีไม่ว่าดี ก็ไปฟ้องสว.สอบตก เพราะสิ่งที่กกต.ต้องตอนนี้แต่กกลับไม่ทำจนกระทั่งคนถามว่าตกลงแล้วกกต.สีอะไร
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า การต่อสู้เรียกร้องในกรณีสว.เราต่อสู้กันทั้งในสภาและนอกสภา ตนอยู่ในสภาก็พยายามอภิปรายคัดค้านการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำ เราควรจะชะลอไปก่อนเพราะท่านที่นั่งอยู่ในสภา 138 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้มาโดยไม่สุจริต แม้จะยังไม่มีคำตัดสิน แต่การที่ท่านถูกกล่าวหาแล้วมาเลือกองค์กรอิสระเช่นกกต.ป.ป.ช.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตัดสินคดีท่าน อันนี้เรียกว่าต่างตอบแทนหรือไม่ มันชัดเจนมากๆแล้ว แต่ผลที่ตนได้รับคือทุกครั้งที่ลุกขึ้นมาอภิปรายถูกปิดไมค์ ประท้วง ด่าทอ เมื่อสกัดตนไม่ได้ ก็ร้องว่าตนฝ่าฝืนจริยธรรม อย่างร้ายแรงด้วยการพูดคำว่าคนขายหมู
”นี่คือความเหิมเกริมที่ใช้เสียงข้างมากลากไป ในการที่จะทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่เขาต้องการ ดิฉันอยากจะกระซิบดังๆว่า กูไม่กลัวมึง”น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า แม้พวกเราจะส่งเสียงดังขนาดไหนกกต. ก็ไม่ได้ยินจนกระทั่งสว.สำรองได้ไปร้องกรมสอบสวนคตดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แล้วมีการตั้งคณะที่ 26 ก็เริ่มมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเป็นพันๆปากแต่ก็ยังมีสว.สีน้ำเงินไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ การตั้งคณะอนุที่ 26 ตั้งอย่างถูกต้อง เพื่อสืบสวนสอบสวน ถ้าลำพังกกต.จะไม่สามารถหาโทรศัพ หาเส้นเงินได้ การร่วมกับดีเอสไอเหมือนกับเปิดทางสว่างว่ามันกำลังจะไปถึงจุด ปรากฏว่าอนุที่ 26 ส่งเรื่องไปที่กกต.ใหญ่ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ปี 68 บัดนี้ผ่านมาหนึ่งปีกว่า สำนวนยังนอนนิ่งอยู่ ถ้าไม่มีเสียงของฝ่ายค้านที่ลุกขึ้นมาส่งเสียง และประสานเสียงกับไอลอว์ ทำให้คดีโกงสว.จุดติด แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงใคร เพราะปรากฏว่าทั้งไอลอว์ และนายพริษฐ์ก็ถูกฟ้องหลายคดี
ส่วนดิฉันก็กำลังถูกเอาคืนโดยพวกสีน้ำเงิน ไปขุดเอาเรื่องห้องจูปีเตอร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างโปร่งใส มีการเชิญกกต.และสื่อมวลชนไป เราไม่ได้ปิดลับ ไม่ได้มีการทำลับๆล่อๆ ไปซ่อนอยู่ตามโรงแรมแล้วทำโพยกัน และที่สื่อรายงานว่า 300 คนเพราะเขาเห็นหมด อันนี้ก็พยายามที่จะสแกนหามดมาให้ได้ ช้างทั้งตัวอยู่ในห้องมองไม่เห็น”น.ส.นันทนา กล่าว
น.ส.นันทนา กล่าวว่าวันที่ 14 กันยายน กกต.แถลงผลจาก 229 คน เหลือแค่ 77 คน กรรมการบริหารพรรคไม่ถูกฟ้องเลย ทำให้คนรู้สึกคับแค้นใจกับผลการวินิจฉัยนี้ เพราะมันคือการฆ่าตัดตอน เพื่อไม่ให้ไปถึงผู้บงการ หรือลาสบอส นี่คือสิ่งที่คนเขาข้องใจ เพราะกระบวนการนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ชนิดที่ไปตัดตอนหลายจังหวัดขบวนการนี้เกิดทั้งประเทศแล้วบอกว่ามันต่างคนต่างปล้น บังเอิญปล้นแล้วได้อยู่ในสภาเหมือนกัน โดยไม่มีใครบงการ ซึ่งไม่มีใครเชื่อ และ77 คนคือสีน้ำเงินอ่อนๆ พวกเข้มๆยังอยู่ดีกินดี สะดวกสบายอยู่ในสภา
น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า เมื่อผลออกมาไม่เกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรค การร้องยุบพรรคก็ไม่เกิดขึ้น การฟ้องสว.เพียงแค่ 26 คนไม่ทำให้สมการในสภาเปลี่ยน เพราะในสภาเสียงข้างมาก 150+ + ลบไปแค่ 26 คนยังเหลือ 124 คน ยังเลือกองค์กรอิสระได้ แก้รัฐธรรมนูญได้ ยังคงเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการทุกคณะได้ และแก้กฎหมายได้ ที่ยับเยินคือร่างพ.ร.บ.อากาศ แทบเรียกว่า พ.ร.บ.อากาศสกปรกที่ออกมาจากวุฒิสภา ทำให้คนรู้สึกว่าตกลงที่เราทำมาทั้งหมดพยายามที่จะออกมาเปิดโปงไม่ได้ผลอะไรเลย แต่ก็ยังดีที่มีกกต.เสียงน้อย 2 คนที่ออกมาทำให้เราเห็นว่ากระบวนการเลือกสว.เป็นขบวนการ ไม่ได้ทำกันเป็นรายบุคคล นี่คือกระบวนการต่อภาพช้าง แล้วเห็นว่ามันเป็นช้างทั้งตัว แต่ความหวังก็ยังมีต่อ คือสว.สำรอิงได้ไปยื่นฟ้องตรงต่อศาล เพราะเราคงจะต้องร้องหลายศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกา ศาลอาญาหรือศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเพิ่งอะไรไม่ได้ก็ต้องไปพึ่งศาลพระภูมิก็แล้วกัน
“ทั้งหมดก็คงจะเริ่มเห็นแล้วว่าขบวนการโกงสว.จะนำไปสู่การยึดวุฒิสภา และวันที่ 28 กันยายน ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินบัตรเลือกตั้ง สส. ก็จะเห็นบันได 4 ขั้นกินรวบประเทศ 1.ฮั้วสว.เสียงข้างมากยุดสภาสู. 2.ยึดองค์กรอิสระผ่านสว. 3.รวมบ้านใหญ่ยัดสภาล่าง ผ่านกกต.จัดการเลือกตั้ง 4.จัดตั้งรัฐบาลควบคุมงบประมาณและการบริหารราชการแผ่นดินแบบเสร็จ นี้คือแผนการกินทั่วประเทศ เดินมาเกือบจะบรรลุเป้าหมายทุกขั้นตอนแล้ว ถ้าสำเร็จผลที่ตามมาคือความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบถ่วงดุลจะไม่เกิดขึ้นจริง การทุจริตจะงอกเงย เย้ยกฎหมาย ประชาชนจะเป็นเพียงผู้อาศัย ประเทศที่ถูกบังคับให้อ่อนแอ กดให้จนแล้วกู้มาแจก
น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่าขอเสนอทางออกว่าเราจะทำลายกระบวนการกินรวบอย่างไรด้วยบันได 4 ขึ้น1.ช่วยกันเปิดโปงขบวนการโกงสว.ทั้งเครือข่าย ให้ถึงลาสบอสแล้วนำมาแชร์ให้ประชาชนรับทราบ 2.ช่วยกันฟ้องต่อศาลฎีกา ศาลอาญา ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มอำนาจศาลในการจัดการกับผู้บงการ 3. ขุดขบวนการโกงทุกหย่อมหญ้า อย่าให้คนโกงได้มีที่ยืน และ4.เราต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อที่จะให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน อำนาจในการเลือกส.ส.ร.ต้องมาจากประชาชนเท่านั้น นี่คือวิธีการสกัดการกินรวบประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วนี่คือ มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ล แต่พวกเราจะทำให้มัน อิมพอสซิเบิ้ล ในรุ่นของเรา



















