นายกฯ ตอกกลับอินฟลูฯ เขมร ยันเสียงในคลิปไม่ใช่ของจริง พร้อมเมิน “ฮุน เซน” สั่งงดเจรจา ชี้ไทยยกเลิกบันทึกข้อตกลงได้เองตามสิทธิ์ ย้ำชัดไม่เดือดร้อน ส่วนเรื่องรั้วชายแดนโยนกองทัพจัดการหลังอนุมัติงบฯ แล้ว
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 พ.ค. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวกัมพูชาเผยแพร่คลิปเสียงทางโซเชียลมีเดีย ในลักษณะอ้างว่านายกรัฐมนตรีไทยจะเปิดด่าน ว่า “อันนั้นเป็นเอไอชัด ๆ อยู่แล้ว ตนพูดไม่เก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อเลย” พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดวิธีการจึงเริ่มไม่เข้าท่ามากขึ้นทุกวัน พร้อมยืนยันว่าไม่เคยพูด และไม่มีการเปิดด่านอย่างแน่นอน
เมื่อถามถึงกรณีเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ฮุน เซน สั่งห้ามเจรจาทวิภาคี หลังไทยยกเลิก MOU44 นายอนุทิน กล่าวว่า การยกเลิก MOU44 ฝ่ายไทยเป็นผู้ยกเลิกเอง โดยไม่จำเป็นต้องขอความตกลงหรือรายงานต่อใคร และระหว่างที่ตนไปร่วมประชุมอาเซียน ณ เซบู ก็ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้ว ซึ่งฝ่ายกัมพูชารับทราบและแสดงความผิดหวัง แต่ถือเป็นท่าทีของกัมพูชา และในที่ประชุมก็มีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาในถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเช่นกัน
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ฝ่ายกัมพูชายืนยันว่าจะใช้กลไกการบังคับให้มีการประนอมข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการอื่น ซึ่งถือเป็นท่าทีของกัมพูชา ส่วนฝ่ายไทยจะใช้กระบวนการตาม UNCLOS และยังไม่ได้กำหนดรูปแบบการเจรจา เพราะประเทศไทยไม่ได้รับความเดือดร้อนอะไร
นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุม หลังเข้าไปหาของป่าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และคาดว่าจะขึ้นศาลกัมพูชาในวันนี้ ว่า ขณะนี้มีการประสานงานกันอยู่ โดยที่ผ่านมา หากมีประชาชนชาวกัมพูชาลักลอบข้ามแดนเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นตามเส้นทางธรรมชาติหรือชาวประมง หากตรวจสอบแล้วไม่ได้เข้ามาเพื่อโจรกรรมหรือกระทำการที่กระทบต่อความมั่นคงของไทย ไทยก็จะส่งตัวกลับประเทศ จึงหวังว่าหากคนไทยไม่ได้กระทำผิดกฎหมายของกัมพูชา เรื่องใดที่พูดคุยกันได้ก็ควรพูดคุยกัน พร้อมย้ำว่า “ประชาชนไม่เกี่ยว เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลกับรัฐบาลที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน”
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเกิดกรณีคนไทยถูกจับกุมตัว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องกำแพงชายแดนเป็นหน้าที่ของกองทัพ ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณและได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ส่วนขั้นตอนการก่อสร้างและรูปแบบต้องสอบถามกองทัพ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีหน่วยงานด้านความมั่นคงรับผิดชอบแตกต่างกัน ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองบัญชาการทหารสูงสุด



















