‘นพดล’ชี้‘บิ๊กต่าย’ทำถูกต้องฟ้องพ.ต.อ. ถ้าปล่อยผ่านเท่ากับยอมรับ‘องค์กรโจร’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

กรรมการ ก.ต.ช. ออกโรงป้องสีกากี ชี้ “บิ๊กต่าย” ทำถูกต้องที่กล้าลุกขึ้นชนคดีพาดพิงองค์กรอาชญากรรม ยันต้องเซ็ตมาตรฐานศักดิ์ศรีตำรวจดีทั่วประเทศ แยกแยะด่าเอามันกับการปฏิรูป!

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิผู้แทนภาคประชาชน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน (พ.ศ.2569) อาจารย์วิชาหลักการออกแบบยุทธศาสตร์และนโยบาย คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวถึงกรณี องค์กรตำรวจไทย จะเดินต่ออย่างไร ในวันที่อยู่บนทางแยกเชิงยุทธศาสตร์ ว่า กรณีที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ มอบหมายให้ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.วิรุตน์ ศิริสวัสดิบุตร หลังมีการให้สัมภาษณ์พาดพิงว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็น “องค์กรอาชญากรรม” นั้น ผมมองว่า เรื่องนี้มีนัยสำคัญมากกว่าคดีหมิ่นประมาททั่วไป เพราะนี่คือ “จุดตัด” ระหว่าง เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรรัฐ กับ การปกป้องศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นของสถาบันตำรวจ

ในทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคง “ความเชื่อมั่นต่อสถาบัน” (Institutional Trust) ถือเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะองค์กรที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เพราะหากประชาชนไม่เชื่อมั่นตำรวจ ผลกระทบจะไม่ได้เกิดแค่กับภาพลักษณ์องค์กร แต่จะกระทบถึง (1) การแจ้งเบาะแส (2) การให้ความร่วมมือ (3) การบังคับใช้กฎหมาย รวมถึง (4) เสถียรภาพด้านความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวหาว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรอาชญากรรม” ผมจึงเข้าใจได้ว่า เหตุใด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ จึงตัดสินใจใช้สิทธิทางกฎหมาย เพื่อปกป้ององค์กร เพราะหากปล่อยผ่านโดยไม่มีการดำเนินการใดเลย อาจทำให้เกิดภาพในสังคมว่า แม้แต่ผู้นำองค์กรเอง ก็ยังไม่กล้าปกป้องศักดิ์ศรีของตำรวจทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของประชาชนจะ “ไม่ได้กลับคืนมา” ด้วยคำชี้แจงเพียงอย่างเดียว แต่จะกลับคืนมา เมื่อประชาชนเห็นว่า ตำรวจกล้าปกป้ององค์กร ขณะเดียวกัน ก็กล้าปฏิรูปองค์กรไปพร้อมกันด้วย และหากวันหนึ่ง คนไทยทุกฝ่ายลุกขึ้นมาช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคม ร่วมสนับสนุนคนดี ร่วมตรวจสอบคนผิด ร่วมดูแลชุมชนของตัวเอง ประเทศไทยจะไม่ได้มีเพียง “ตำรวจที่เข้มแข็ง” แต่จะมี “สังคมที่เข้มแข็ง” และ “ความมั่นคงที่ประชาชนมีส่วนร่วม” อย่างแท้จริง

และหากวันหนึ่ง คนไทยทุกฝ่ายลุกขึ้นมาช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคม ร่วมสนับสนุนคนดี ร่วมตรวจสอบคนผิด ร่วมดูแลชุมชนของตัวเอง ประเทศไทยจะไม่ได้มีเพียง “ตำรวจที่เข้มแข็ง” แต่จะมี “สังคมที่เข้มแข็ง” และ “ความมั่นคงที่ประชาชนมีส่วนร่วม” อย่างแท้จริง เพราะความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากรัฐที่เข้มแข็งฝ่ายเดียวแต่เกิดจากสังคมที่ประชาชนลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลประเทศ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมมองว่าสำคัญที่สุด คือ การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในบริบทของ “การปิดกั้นประชาชน” แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาล รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังพยายามขยายแนวคิด “การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน” อย่างจริงจังมากที่สุดช่วงหนึ่ง

ภายใต้แนวคิดของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เราเริ่มเห็นภาพการขับเคลื่อนใหม่หลายด้าน เช่น การยกระดับ กต.ตร. ทุกระดับ การสร้างเครือข่ายประชาชนร่วมดูแลชุมชน การผลักดัน “อาสาตำรวจบ้านยุคใหม่” การใช้เทคโนโลยีอย่าง Police Care รวมถึงแนวคิด ตำรวจของชุมชน (Community Policing) ที่ให้ประชาชนเข้ามาเป็น “หูเป็นตา” ของสังคมร่วมกับตำรวจ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แนวคิดด้านความมั่นคงของไทยกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ “รัฐทำฝ่ายเดียว” ไปสู่
“รัฐกับประชาชนร่วมกันดูแลประเทศ“ ซึ่งเป็นแนวคิดที่หลาย

ประเทศทั่วโลกใช้ในการสร้างความมั่นคงยุคใหม่ ตำรวจที่ทำงานโดยไม่มีประชาชนร่วมมือแทบไม่สามารถรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ได้อีกต่อไป เพราะภัยของโลกปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงอาชญากรรมแบบเดิม แต่รวมถึง
-แก๊งหลอกลวงออนไลน์ (Cyber Scam)

  • ผู้ก่อเหตุเดี่ยวที่คาดการณ์ได้ยาก (Lone Wolf)
  • การโจมตีพื้นที่เปราะบางหรือเป้าหมายอ่อนแอ (Soft Target)
  • ข่าวปลอมและปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูล (Fake News)
  • เครือข่ายอิทธิพลสีเทาและทุนผิดกฎหมาย (Grey Networks)
  • อาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational Crime)

ภัยเหล่านี้เคลื่อนไหวเร็ว ซับซ้อน และกระจายตัวอยู่ในสังคมจนบางครั้ง “รัฐมองไม่ทัน” หากไม่มีประชาชนเข้ามาช่วยเป็น “เครือข่ายเฝ้าระวังของสังคม” ร่วมกับตำรวจและภาครัฐ

วันนี้ องค์กรตำรวจไทยอาจไม่ได้กำลังตัดสินใจเพียงเรื่องคดีความทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจคดีหนึ่ง แต่กำลังกำหนดว่า ในอนาคต ตำรวจไทยจะเป็น “กำแพงของรัฐ” หรือจะเป็น “เครือข่ายความปลอดภัยของประชาชนทั้งประเทศ” เพราะในโลกปัจจุบัน ภัยคุกคามไม่ได้มีแค่โจรผู้ร้ายแบบเดิมอีกต่อไป แต่รวมถึงภัยสแกมเมอร์ทางไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด ข่าวปลอม ทุนสีเทา และเครือข่ายอิทธิพลรูปแบบใหม่

รัฐจึงไม่สามารถทำงานลำพังได้ จำเป็นต้องอาศัย “พลังของสังคม” เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัย และผมคิดว่า นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุด ในยุคของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน เพราะในขณะที่องค์กรกำลังปกป้องศักดิ์ศรีของตำรวจดี ๆ จำนวนมาก อีกด้านหนึ่งก็พยายามเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นกว่าเดิม

นี่จึงไม่ใช่ “การปกป้ององค์กรแบบปิด” แต่เป็นความพยายามสร้าง “องค์กรตำรวจที่ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน” องค์กรตำรวจที่เข้มแข็งในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่องค์กรที่ไม่มีใครวิจารณ์ แต่คือองค์กรที่สามารถรับฟัง ตรวจสอบตัวเอง และปฏิรูปตัวเองได้ โดยไม่สูญเสียศักดิ์ศรีของสถาบัน

แน่นอน…ครับ…สังคมไทยยังต้องการเห็นการปฏิรูปอีกมาก ทั้งเรื่องส่วย การทุจริต ระบบอุปถัมภ์และอิทธิพล และการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดอย่างจริงจัง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สังคมก็ควรแยกให้ออกเช่นกันว่า “การตรวจสังคมก็ควรแยกให้ออกเช่นกันว่า “การตรวจสอบองค์กร” กับ “การทำลายความเชื่อมั่นของทั้งองค์กร” นั้นไม่เหมือนกัน เพราะตำรวจไทยทั้งประเทศไม่ได้มีแต่คนไม่ดียังมีตำรวจจำนวนมาก ที่ทำงานอย่างเสียสละอยู่กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงช่วยเหลือผู้เดือดร้อน และดูแลสังคมอย่างเงียบ ๆ ทุกวัน

ผมจึงมองว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องการที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่ “ความเกลียดชังระหว่างรัฐกับประชาชน” แต่คือ “ความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชน” ต้องมีทั้ง การตรวจสอบและการให้กำลังใจคนดี ต้องมีทั้ง ความโปร่งใสและการปกป้องศักดิ์ศรีขององค์กรที่ทำหน้าที่เพื่อประเทศ

และท้ายที่สุด…”ประเทศที่ปลอดภัยที่สุด” อาจไม่ใช่ประเทศที่มีตำรวจมากที่สุด แต่คือประเทศที่ประชาชนกับตำรวจยังเชื่อใจกันมากที่สุด

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img