“นพ.วรงค์” เปรียบเทียบความน่ากลัว “ระบอบสีน้ำเงิน-ทักษิณ” ชี้อันตรายทั้งคู่ แต่ระบอบสีน้ำเงินน่ากลัวกว่าตรงที่ “เทคโอเวอร์” สว. และองค์กรอิสระเบ็ดเสร็จ แม้ “อนุทิน” มีภาพลักษณ์ซอฟต์กว่าช่วยลดแรงต้าน แต่เตือนลูกพรรคอย่าเหิมเกริมในอำนาจ ยกเคสปิดไมค์สภาทำประชาชนเสื่อมศรัทธา ซัดบริหารประเทศมา 3 เดือนแต่ประชาชนรู้สึกนานเหมือน 3 ปี ระวังจบไม่สวยเพราะรัฐบาลแพแตก
วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นเชิงเปรียบเทียบถึงความน่ากลัวทางการเมืองระหว่าง “ระบอบทักษิณ” และ “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยระบุว่ามีความน่ากลัวและอันตรายต่อประเทศชาติทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าผู้นำของทั้ง 2 ระบอบมีความแตกต่างกัน ผู้นำระบอบทักษิณมีความก้าวร้าว ขณะที่ผู้นำระบอบสีน้ำเงินมีความนุ่มนวลกว่า ซึ่งในเชิงความรู้สึกของสังคม ความนุ่มนวลสามารถช่วยลดแรงเสียดทานได้มาก
นพ.วรงค์ ชี้ให้เห็นถึงจุดที่น่ากังวลที่สุดของระบอบสีน้ำเงินว่า คือการเข้าไปเป็นเจ้าของระบบแทบทั้งหมด รวมถึงการควบคุม สว. และองค์กรอิสระ “ระบอบทักษิณเพียงแค่พยายามเข้าไปแทรกแซง แต่ระบอบสีน้ำเงินเข้ามาเพื่อเทคโอเวอร์และมีอิทธิพลเหนือกว่ามาก ๆ ถ้าใช้พฤติกรรมในทางที่ไม่ชอบถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง”
นพ.วรงค์ ย้ำว่า นับวันสถานการณ์ยิ่งทำให้ประชาชนกังวลใจ ในช่วงแรกตนไม่ได้กังวลเพราะมองว่าไม่น่าจะเลวร้าย แต่ช่วงหลังเริ่มเห็นพฤติกรรมในสภาที่ “เหิมเกริมในอำนาจ” มากขึ้น จึงขอเตือนให้มีความพอดิบพอดี ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา เพราะหากเปรียบเทียบกันแล้วก็ถือว่าแย่ทั้งคู่
เมื่อถามว่าระบอบสีน้ำเงินจะไปถึงจุดจบเดียวกับระบอบทักษิณหรือไม่ นพ.วรงค์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์การสั่ง “ปิดไมค์” สส. ในสภาเมื่อวานนี้ (25 มิ.ย.) ว่า กระแสในโลกออนไลน์มองว่าเป็นการปิดหูปิดตาประชาชน หากยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จุดจบก็คงไม่แตกต่างกันมากและไม่สามารถไปต่อได้ ส่วนจะจบลงรูปแบบใดนั้นคาดเดายาก แต่เชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหาร ทางเลือกที่ 1 รัฐบาลแพแตก ประชาชนจะไม่ยอมรับ เพราะเพียงแค่เปิดสภามา 3 เดือนก็เกิดกระแสต้านอย่างรวดเร็ว ทั้งปัญหาน้ำมันและปัญหาอื่น ๆ หากฝืนเดินหน้าต่อ แรงต้านจะยิ่งรุนแรง กระทบต่อความเชื่อมั่นจนเกิดความเสื่อมสลายในระบบ ท้ายที่สุดพรรคอาจแตกเพราะทนกระแสต่อต้านการทุจริตและการปิดกั้นประชาชนไม่ไหว ทางเลือกที่ 2 การแก้รัฐธรรมนูญ แม้หลายคนตั้งคำถามถึงการรัฐประหาร แต่ตนไม่เชื่อและมองไม่ออกว่าจะเป็นทางออกของประเทศ เชื่อว่ากลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่น่าจะเป็นทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้บ้าง
เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลผ่านการทำงานมา 3 เดือนแต่กลับมีสภาพย่ำแย่และเดินหน้าลำบาก คาดการณ์อายุของรัฐบาลไว้อย่างไร นพ.วรงค์ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “3 เดือนเหมือน 3 ปี เพราะความรู้สึกของประชาชนเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ผมไม่ได้คิดมาล้มรัฐบาล จึงขอเตือนว่าต้องปรับปรุงตัวเองเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้”
”ต้องให้เครดิตคุณอนุทิน (ชาญวีรกูล) นิดหนึ่ง บุคลิกเขาซอฟต์ ทำให้คนไม่ต่อต้านมาก แต่ถ้าปล่อยให้องคาพยพขับเคลื่อนไปในรูปแบบที่เป็นอยู่นี้ ผมเชื่อว่าไปไม่ได้แน่นอน ส่วนจะจบเมื่อไหร่นั้นไม่มีใครคาดเดาได้ สิ่งที่พูดไปทั้งหมดเป็นเพียงการเตือนด้วยความหวังดีเท่านั้น” นพ.วรงค์ กล่าว




















