“ปกรณ์ นิลประพันธ์” เผยคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ-พนักงานท้องถิ่น เดินหน้าทำงานทันที กำหนดส่งรายงานชุดแรกให้นายกรัฐมนตรี 15 ก.ค. ก่อนสรุปฉบับสมบูรณ์ 27 ก.ค. พร้อมตรวจทั้งช่องโหว่กฎหมาย ระบบสอบ และประเด็นจริยธรรม ย้ำต้องป้องกันคนทุจริตเข้าสู่ระบบราชการ
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 8 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 1 ว่า คณะกรรมการฯ มีกรอบเวลาการทำงาน 30 วัน โดยเนื่องจากเดือนกรกฎาคมมีวันหยุดหลายวัน จึงต้องเร่งประชุมเพื่อกำหนดแนวทางและเดินหน้าตรวจสอบโดยเร็ว
นายปกรณ์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ จะจัดทำรายงานความคืบหน้าชุดแรกเสนอนายกรัฐมนตรีภายในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ และรายงานชุดที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณวันที่ 27 กรกฎาคม โดยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งได้ดำเนินการในส่วนของตนเองไปแล้ว
ทั้งนี้ คณะทำงานจะมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ร่วมตรวจสอบในภาพรวม
“เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาประชุมกันนาน เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร ตอนนี้ทีมงานทำงานกันเลย” นายปกรณ์กล่าว พร้อมย้ำว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นโครงสร้างสำคัญของการกระจายอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย แต่การกระจายอำนาจต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส หากใครทำไม่ดีต้องพ้นออกจากระบบ
นายปกรณ์ ระบุว่า การดำเนินคดีอาญาเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วนการดำเนินการทางวินัยเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ขณะที่คณะกรรมการชุดนี้จะมุ่งตรวจสอบกระบวนการทั้งหมดว่า มีช่องโหว่ตรงไหน และต้องปรับปรุงอย่างไร รวมถึงตรวจสอบประเด็นการประพฤติผิดจริยธรรมของข้าราชการและบุคลากรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
“เราต้องกำจัดคนที่ขาดจริยธรรมให้ออกจากระบบ และป้องกันไม่ให้เข้ามาสู่ระบบให้ได้มากที่สุด” นายปกรณ์กล่าว
ส่วนกรณีถูกถามว่าคณะกรรมการชุดนี้จะมีลักษณะคล้ายคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีรถชนตำรวจเสียชีวิต ที่มี ศ.วิชา มหาคุณ เป็นประธานหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยภาพรวมมีลักษณะใกล้เคียงกัน เนื่องจากจะตรวจสอบทั้งกระบวนการ หาช่องโหว่ และเสนอแนวทางแก้ไข รวมถึงพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่
นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นตรวจสอบคะแนนสอบกับกระดาษคำตอบ พบความไม่ตรงกันกว่า 5,000 ราย ว่า เรื่องดังกล่าวต้องรอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยก่อน โดยมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ. ทำหนังสือขอข้อมูลในนามคณะกรรมการฯ เพื่อประกอบการพิจารณา เนื่องจากอำนาจวินิจฉัยเป็นของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
“เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ต้องดูว่าระบบควรดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก” นายปกรณ์กล่าว.




















