โลกเปลี่ยนไป ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไปแล้ว แต่เมื่อ “พลังงาน” เป็นปัจจัยจำเป็นในการดำรงชีวิต และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะถูกจะแพง ก็ต้องใช้และต้องหามาใช้ให้ได้ด้วย หัวใจสำคัญของ “กิจการพลังงาน” จึงอยู่ที่…ทำอย่างไรให้พลังงานประเทศมั่นคง ภายใต้ความไม่แน่นอน ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดแคลน แล้วโลกก็ซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อทำให้เกมเปลี่ยนจาก “พลังงานฟอสซิล” มาเป็น “พลังงานหมุนเวียน” เพื่อตอบโจทย์ Net Zero 2050
ตอนนี้ “องค์กร” ที่ทำหน้าที่ รักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ต้องคิดหนักเป็นเท่าทวี ขณะเดียวกัน “ไทยแลนด์” ก็เป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่ในฐานะผู้ใช้พลังงาน ไม่มีแหล่งผลิตน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเป็นกอบเป็นกำที่จะมีใช้ไปยาว ๆ แล้วเราจะต่อรองกับกิจการพลังงานของโลก ที่ดำเนินไปโดยที่เราไม่ได้กำหนดได้อย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งมั่นคง ราคาเหมาะสม และยั่งยืน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กลุ่ม ปตท.” หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะยังเป็นองค์กรหลักของประเทศต่อไปอีกยาว ที่จะมาทำให้ความไม่แน่นอนทางพลังงานของโลก กลายเป็น “ความมั่นคงให้กับประเทศ”
หมายความว่า กลุ่ม ปตท.ต้องแข็งแกร่งมากพอที่จะตอบสนองต่อภารกิจนี้ในระยะยาว
1-2 ปีที่ผ่านมา ปตท.มองเห็นสัญญาณร้าย และได้เริ่มต้นปรับทิศทางใหญ่ เน้นทำสิ่งที่ถนัด ต่อยอดขึ้นไป และหาพันธมิตร อะไรไม่ถนัด ก็ถอยออกมา ยิ่งเจอกับสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ต้องเร่งผลักดันแนวทางนี้ ไม่มีเวลาพิสูจน์ความท้าทายใหม่นอกเส้นทาง ซึ่ง 4 รอบปี มาถึงปีที่ 48 แห่งการดำเนินงานของ ปตท.พิสูจน์ศักยภาพมาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ความสำเร็จในอดีตจะยืนยันความสามารถในการเติบโตในอนาคต

“ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี “เขา” บอกถึงแรงกดดันที่ท้าทาย อันเป็นผลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ และต่อเสถียรภาพของกำลังผลิต ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีความผันผวนหนักราคาเปลี่ยนแปลงขึ้นลงรายวัน เกิดแรงต้านในการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั่วโลก แล้วสงครามในตะวันออกกลางก็ยังยืดเยื้อไม่จบลงง่าย ๆ ทำให้ปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เคยเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันตอนนี้เหลือเพียง 12% ในช่วงครึ่งหลังเดือนก.ค.69 เมื่อเทียบก่อนเกิดสงคราม
“ดร.คงกระพัน” มองว่า “ผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน ยังคงดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ ราคาน้ำมันดิบดูไบยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก จากการชะงักของปริมาณน้ำมันที่ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง และทะเลดำ ขณะที่การเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมัน ก็ทำได้จำกัด ส่วนราคาของน้ำมันสำเร็จรูป ยังอยู่ในระดับสูงเช่นกัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งมาจากข้อจำกัดการส่งออกของรัสเซีย และการหยุดดำเนินงานของโรงกลั่นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนราคาก๊าซฯ ก็ไม่ต่างกัน จากกำลังผลิตของโลกที่ตึงตัวจากผลกระทบของการโจมตีศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลังงานของกาตาร์ แหล่งผลิตใหญ่ ทำให้ไม่สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ตามสัญญาได้”

ความไม่สงบในตะวันออกกลางครั้งนี้ ทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันของโลกอยู่ในระดับต่ำ หรือ 440-490 ล้านบาร์เรล ส่วนกำลังการกลั่นฯหายตามไปด้วยเหลือ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วนปริมาณการผลิตดีเซลหายไป 800,000 บาร์เรลต่อวัน
แอคชั่นของ “ปตท.” กำลังทำอะไรกับความผันผวนหนักแบบนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนฝากความหวังไว้กับ “ปตท.” ทั้งภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก
ในเรื่องนี้ “ดร.คงกระพัน” ตีโจทย์ท้าทายด้วยการวางแผนความไม่แน่นอน เน้นการปรับปรุงภายในองค์กรให้มีฐานการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมในการลงทุนต่อไป สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการสร้างเศรษฐกิจไทย และเป็นกลไกของรัฐในการช่วยเหลือประชาชนด้านพลังงานไปพร้อมกัน
แนวทางที่ “CEO ปตท.” กำลังนำทัพไป ประกอบด้วย 1.จัดอันดับการลงทุนใหม่ 2.กระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบนอกตะวันออกกลางให้มากที่สุด โดยตอนนี้กระจายถึง 8 แหล่ง ทั้งจากสหรัฐ แอฟริกาตะวันตก ละตินอเมริกา และหาแหล่งนำเข้าใหม่ๆเพิ่มเติมเข้ามาอีก ขณะเดียวกันก็ทำสัญญาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการจัดหา งัดวิธีการต่างๆเข้ามาใช้ให้ผ่านช่วงวิกฤติไปได้ เช่น การใช้วิธีลอยเรือน้ำมันดิบ เพื่อรอเข้าโรงกลั่นสามารถทดแทนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ 3.การผนึกกำลังอย่างจริงจังในกลุ่ม ปตท.ทั้งหมด

ในส่วนของการจัดอันดับการลงทุนใหม่นั้น จริง ๆ “ปตท.” เริ่มทำตั้งแต่ปี 67 ที่ประกาศว่า จะกลับมาโฟกัสที่ธุรกิจหลักที่ถนัด และช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างก๊าซธรรมชาติ ปตท.จึงปลูกปั้นธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อให้เป็น New Growth Engine ของกลุ่มปตท. ผลักดันการค้าแอลเอ็นจีให้ไปถึงระดับโลก (Global LNG Player)
“เรากำลังหาแหล่งผลิต เช่น ในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ เพื่อมาเชื่อมต่อกับผู้ใช้ในเอเชีย เป็นการจัดหาจากแหล่งผลิตและจัดส่งไปยังประเทศปลายทางที่ต้องการ ไม่เกี่ยวกับก๊าซฯที่ใช้ป้อนโรงไฟฟ้าในประเทศ แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องลงทุน ต้องมีพันธมิตร และจะคุ้มเมื่อมีปริมาณการค้าขายมากพอ เรากำลังคุยกับหลายเจ้า หากการลงทุนโครงการต่างๆในประเทศแหล่งผลิต หรือประเทศผู้ใช้ปลายทางแล้วคุ้มก็จะลงทุน” ดร.คงกระพัน ขยายความให้ฟัง
เป้าหมายแอลเอ็นจีของ “ปตท.” ได้ถูกวางเป็น เป้าหมายระยะกลาง หมายถึงต้องทำให้เกิดได้เร็วพอประมาณ โดยกำหนดจะ ทยอยเพิ่มปริมาณการค้าแอลเอ็นจี 3.7 ล้านตันต่อปี และเพิ่มเป็น 10 ล้านต้นต่อปีในปี 73 จากนั้นก็เป็น 15 ล้านตันต่อปีในปี 78 ตอนนี้ ปตท.เริ่มทำชิมลางแล้ว ครึ่งปีแรก 1.75 ล้านตัน

ส่วน แผนระยะยาว มุ่งมั่นจะทำ โครงการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) เพื่อรักษาบทบาทการใช้ก๊าซฯที่ยังมีความสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 30 ปี โดย ปตท.จะทำให้มีสเกลระดับ Eastern Thailand CCS Hub เป้าหมายกักเก็บให้ได้มากกว่า 5 ล้านตันต่อปีในปี 77 ต่อยอดจากโครงการนำร่องที่แหล่งก๊าซปิโตรเลียมอาทิตย์ ที่กักเก็บ 1 ล้านตันต่อปีที่จะเริ่มในอีก 2 ปี หรือในปี 71 ที่จะได้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว
รวมถึง โครงการไฮโดรเจน ที่ยังอยู่ในแผนระยะยาวของ ปตท. แม้ว่าต้นทุนจะสูง แต่การมองไปข้างหน้าและทำให้เกิดภาพชัดเจนย่อมทำให้มีข้อมูลในการตัดสินใจดีกว่า โดยวางแนวทางจะแหล่งจัดหาแอมโมเนียต้นทุนต่ำและเทคโนโลยีไฮโดรเจนที่แข่งขันได้ เป้าหมายปี 73 จะทำให้เกิดเครือข่ายการจัดหาและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทดลองนำแอมโมเนียมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้าทางหนึ่งในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

ส่วน ธุรกิจปิโตรเคมี ที่ราคามีวงจรขาขึ้น-ขาลง “ปตท.” กำลังเดินหน้าหาพันธมิตรเช่นกัน เพื่อเข้ามาถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น ซึ่งดีลคงไม่จบง่าย ๆ ในช่วงเวลาที่สถานการณ์และราคาพลังงานผันผวนหนัก ซึ่งทำให้หลายประเทศได้รับผลกระทบ ส่งผลให้การเจรจาต้องชะลอออกไป ขณะที่หลายประเทศเร่งมองหาโอกาสการลงทุนในพื้นที่อื่นที่ปลอดภัยกว่าตะวันออกกลางเช่นในเอเชีย อย่างไรก็ตามเป้าหมายปตท.ไม่เปลี่ยนแปลง
ดร.คงกระพัน ย้ำว่า “พันธมิตรต้องมาทำให้เราดีขึ้น สร้างผลตอบแทน มาช่วยทำให้การจัดหาวัตถุดิบยืดหยุ่น มีเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต”
แนวทางการบริหารกิจการที่วางไว้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของ ปตท. ไม่ได้มีผลให้เป็นองค์กรที่เติบโตผงาดในเวทีโลก แต่หากมีผลย้อนมาถึงความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคนด้วย หากไม่สร้างความแข็งแกร่งต่อเนื่อง ก็ยากที่จะมีศักยภาพช่วยลดราคาพลังงานในช่วงวิกฤต อย่างที่ผ่านมานับเป็นเม็ดเงิน 17,500 ล้านบาท จากนโยบายลดค่าการกลั่นน้ำมัน การบริหารสภาพคล่องจากการนำเข้าน้ำมันดิบในช่วงสงคราม การตรึงราคาขายปลีก การขยายเวลาชำระเงินค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และการตรึงราคาขายปลีกเอ็นจีวี

ภารกิจที่ต้องทำคู่ขนานให้บริษัทพลังงานไทยเติบใหญ่ และภารกิจของรัฐวิสาหกิจที่ต้องอยู่เคียงข้างคนไทยท่ามกลางพายุวิกฤตการณ์รอบด้านที่เกิดเป็นระลอก ซึ่งต้องใช้ความตั้งใจ ศักยภาพความสามารถของบุคลากรทุกระดับ รวมไปถึงการหนุนเสริมจากรัฐบาล
ในปีนี้ที่ครบ 4 รอบ 48 ปีการดำเนินงานของ ปตท. จึงอาจสำคัญไม่เท่าการเดินไปสู่รอบที่ 5 หรือรอบต่อ ๆ ไปที่จะทำให้เป็นรอบแห่งอนาคตที่ยั่งยืน ไปสู่เป้าหมายใหญ่เป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” และ “National Champion” ของไทยในเวทีโลก และการดูแลเศรษฐกิจไทย คนไทยให้มีพลังงานใช้อย่างมั่นคงตลอดไป
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















