“นายกฯอนุทิน”ยัน…ไม่ยุบ“กอ.รมน.” เป็น“กลไกขับเคลื่อนงานความมั่นคง”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“…..ไม่ยุบ กอ.รมน. ก็ไม่ต้องกังวล ดังนั้นไม่มีทางยุบ กอ.รมน. เพราะหน่วยงานนี้เป็นกลไกที่สามารถทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนในการดำเนินนโยบายความมั่นคงได้คล่องตัว…..”

@@@….สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “Military Key” ทางเว็บไซต์ https://thekey.news ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 11 ก.ค.69 สถานการณ์การเมืองยังคงต้องติดตามความเคลื่อนไหวต่อไป โดยเฉพาะสถานการณ์ภาคใต้ ที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้ยุบหน่วยงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นั้น

@@@…..เรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า บอกไปแล้วว่า ไม่ยุบ กอ.รมน. ก็ไม่ต้องกังวล ดังนั้น ไม่มีทางยุบ กอ.รมน. เพราะหน่วยงานนี้เป็นกลไกที่สามารถทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนในการดำเนินนโยบายความมั่นคงได้คล่องตัว จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไก และกองทัพจะได้ไปเน้นเรื่องการดูแลป้องกันประเทศ และประชาชน ซึ่ง กอ.รมน.ก็ดูแลทั้งประชาชน และสาธารณูปโภคทุกอย่าง บางครั้งบางคนไปดูอยู่ด้านเดียว จะต้องทำแต่เรื่องความมั่นคงอย่างเดียว แต่จริงๆ ก็ดูแลไปจนถึงชีวิตความเป็นอยู่และชีวิตประจำวัน จึงต้องเป็นอีกหนึ่งกลไกที่รัฐบาลต้องมีไว้ ในการที่จะประสานงานกับกองทัพ ให้สามารถขับเคลื่อนความช่วยเหลือ และบริการต่างๆ ให้กับประชาชนได้ ทราบดีว่า ท่านอาจารย์วันนอร์ แสดงความรู้สึกเพราะท่านอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจจะได้รับแรงกดดันต่างๆ บางทีเราต้องให้ท่านได้บ่นได้ระบายบ้าง แต่ความเป็นจริงแล้ว กอ.รมน. ก็เปรียบเสมือนหน่วยงานราชการ เป็นสถาบันความมั่นคงที่เป็นหลักของการดำเนินการด้านความมั่นคงของประเทศมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เดี๋ยวผมไปปรับความเข้าใจ

@@@……ที่กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการทหารเรือ และรองผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมได้นำเสนอแนวความคิดในการป้องกันภัยทางอากาศร่วม มีสาระสำคัญดังนี้กองบัญชาการกองทัพไทย ได้นำเสนอแนวความคิดในการปฏิบัติการป้องกันภัยทางอากาศร่วมแบบบูรณาการ (Joint Integrated Air and Missile Defense : Joint IAMD) โดยมีหน่วยระบบอัตโนมัติและป้องกันภัยทางอากาศร่วม (Joint Autonomous and Air Defence Force : JAAF) ภายใต้หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (Joint Capabilities Command : JCC) ซึ่งได้เริ่มทดลองปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา เป็นหน่วยรับผิดชอบ โดยได้วิเคราะห์บทเรียนจากการรบและภัยคุกคามทางอากาศ วิเคราะห์ขีดความสามารถและกำหนดแนวความคิดในการปฏิบัติของกองทัพไทย ซึ่งจะต้องมีระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นที่เชื่อมโยงกัน มีระบบภาพสถานการณ์ร่วม มีระบบสกัดกั้นและทำลายที่หลากหลาย ตลอดจนแบ่งมอบความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม โดยกองบัญชาการกองทัพไทยจะรับผิดชอบในภาพรวม กองทัพอากาศเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการสนธิระบบการเฝ้าตรวจทางอากาศของกองทัพไทยและการป้องกันส่วนรวมเป็นพื้นที่ (Area Defense) โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันภัยทางอากาศเฉพาะตำบล (Point Defense) และการป้องกันตนเอง (Self Defense) ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยจะนำแนวความคิดดังกล่าวไปปรับปรุงแผนป้องกันภัยทางอากาศ (ทปอ.) และกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศร่วมของกองทัพไทยต่อไป

@@@……กองทัพบก นำเสนอบทเรียนจากการรบและแนวความคิดในการพัฒนาขีดความสามารถสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วม โดยเฉพาะอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนพลีชีพขนาดเล็ก โดยได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการยุทโธปกรณ์ของหน่วยดำเนินกลยุทธ์ ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการระบบอาวุธประจำกายและอาวุธประจำหน่วย เพื่อให้หน่วยที่มีความคล่องตัวและมีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองขั้นต้น (Self Defense) ในเขตหน้า โดยครอบคลุมทั้ง ระบบการตรวจจับ (Sensor) ระบบอาวุธยิงตรง (Shooter) และระบบการควบคุมบังคับบัญชา (Command and Control : C2) สำหรับแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับในภาพรวม กองทัพบกจะบริหารจัดการยุทโธปกรณ์ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับร่วมกัน ระหว่างหน่วยดำเนินกลยุทธ์ และหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) เพื่อให้เกิดความประสานสอดคล้องและลดความซ้ำซ้อน ในส่วนของระบบควบคุมบังคับบัญชา (C2) ที่จะจัดหาในอนาคตจะต้องมีมาตรฐานระบบเชื่อมต่อข้อมูล เพื่อให้เกิดภาพสถานการณ์ทางอากาศร่วมในสนามรบ ส่งผลให้ผู้บังคับบัญชาสามารถควบคุม ประสานห้วงอากาศ และตกลงใจแบ่งมอบเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพสูงสุด

@@@……กองทัพเรือ นำเสนอระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบทั้งด้านการทหาร และเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ฐานทัพ ท่าเรือ หน่วยทหาร พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ โดยมีการแจ้งเตือนสถานการณ์ (Alert Situation) ผ่านระบบตรวจจับของกองเรือ หน่วยป้องกันชายฝั่ง และเซนเซอร์ต่าง ๆ ซึ่งแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ทางอากาศกับกองทัพอากาศและหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างภาพสถานการณ์ร่วม (Common Operational Picture : COP) มีศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศปก.ทร.) และศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาค (ศปภ.ทรภ.) เป็นหน่วยควบคุมบังคับบัญชา (Command and Control : C2) ขณะที่หน่วยเรือและหน่วยปืนต่อสู้อากาศยานชายฝั่งทำหน้าที่เป็นหน่วยยิง (Shooter) เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ Air Command and Control System (ACCS) ของกองทัพอากาศ และระบบ COP สำหรับการปฏิบัติการในทะเลจะใช้การบูรณาการเซนเซอร์และอาวุธประจำเรือร่วมกับการจัดอากาศยานลาดตระเวน รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลกับกองทัพอากาศผ่านระบบ Tactical Datalink เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการร่วม นอกจากนี้ยังมีการเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยพัฒนาระบบตรวจการณ์ระยะไกลด้วยเรดาร์ ระบบตรวจการณ์จากอากาศยานและสถานีเรดาร์ชายฝั่งครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เสริมสร้างอาวุธต่อสู้อากาศยานของเรือและหน่วยยิงในพื้นที่ทางบก ตลอดจนพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (C-UAS) ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นในสงครามยุคปัจจุบัน

@@@……กองทัพอากาศ นำเสนอการพัฒนาขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศร่วม โดยได้กำหนดแนวคิดในการป้องกันภัยทางอากาศในลักษณะระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงขีดความสามารถด้านการบัญชาการและควบคุม ระบบตรวจจับ และการใช้กำลังเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้สามารถควบคุมห้วงอากาศ ป้องกันพื้นที่สำคัญ รวมทั้งตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการและเขตป้องกันทางอากาศเพื่อการวางระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างเหมาะสม ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถตามแผนการพัฒนาการป้องกันทางอากาศ รวมทั้งดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ นอกจากนี้ กองทัพอากาศอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการ ควบคุม และต่อต้านอากาศยาน ซึ่งไม่มีนักบินแห่งชาติ” ตามมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่บูรณาการการดำเนินงานต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พร้อมรองรับภัยคุกคามทางอากาศในทุกรูปแบบ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา

@@@……สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและสนับสนุนการปฏิบัติร่วมกับกองทัพไทยภายใต้ระบบการป้องกันภัยทางอากาศของประเทศ โดยเฉพาะภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับซึ่งมีความเชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคง อาชญากรรมข้ามชาติ และการสู้รบ โดยได้มีการตรวจค้นและจับกุมอากาศยานไร้คนขับที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงหรือกระทำผิดกฎหมาย ดำเนินการรวบรวมข้อมูล สืบสวน และแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินภัยคุกคาม นำไปสู่การวางแผนการรักษาความปลอดภัยพื้นที่สำคัญ บุคคลสำคัญ และการประชุมระดับชาติ ตลอดจนได้เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยมุ่งเน้นการตรวจจับ ติดตาม และตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีเอกภาพระหว่างเกิดเหตุ รวมทั้งสืบสวนขยายผลเครือข่ายนำเข้า จัดเก็บ และลำเลียงอุปกรณ์ เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามตั้งแต่ต้นทาง และยกระดับความมั่นคงของประเทศในภาพรวมอย่างยั่งยืน

@@@……กองทัพอากาศ….พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงการความพร้อมของกองทัพอากาศ ภายหลังที่ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม มาตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศ ว่า การเตรียมความพร้อมในสภาวะปกติ ถือเป็นหน้าที่ของกองทัพอากาศ ที่จะต้องดำรงความพร้อมรบ ซึ่งทุกเหล่าทัพได้ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว สามารถวัด และประเมินค่าได้จากการฝึก ทดสอบ การใช้กำลัง เพื่อทดสอบว่า สิ่งที่เราฝึกมาตอบสนองภัยคุกคามหรือไม่ เราทำเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งการฝึกภายในของกองทัพอากาศ และฝึกร่วมกับเหล่าทัพ รวมถึงการฝึกร่วมกับต่างประเทศ เพราะภัยคุกคามมีหลายรูปแบบ มีทั้งมองเห็น และมองไม่เห็น เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ หรือการjam GPS หรือการรบกวนสัญญาณ (GPS) เพื่อให้สามารถตอบโต้กับภัยคุกคามของเรา ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การเตรียมความพร้อม ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้กองทัพมีความตระหนักรู้ เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้กำลังทางกายภาพ เราสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ควบคู่กับงานด้านการข่าว

@@@……กองทัพเรือ…..พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้จัดอากาศยานเพื่อสนับสนุนภารกิจลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ (SKY DOCTOR) ร่วมกับทีมแพทย์ฉุกเฉินของ โรงพยาบาลพระปกเกล้า รับ-ส่งผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จำนวน 1 ราย จาก โรงพยาบาลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด มายัง ค่ายตากสิน เพื่อส่งต่อเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลพระปกเกล้า

@@@……โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด เนื่องจากการล่าช้าอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายอย่างถาวร เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การสนับสนุนอากาศยานในภารกิจครั้งนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการลดระยะเวลาการลำเลียงผู้ป่วยจากพื้นที่เกาะไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษาเฉพาะทาง เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที กองทัพเรือพร้อมสนับสนุนกำลังและอากาศยานเพื่อภารกิจช่วยเหลือประชาชนและการแพทย์ฉุกเฉินอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของกองทัพเรือในการดูแลชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

…………..

คอลัมน์  : “Military Key”

โดย.. “รหัสมอร์ส

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img