สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ขานรับนโยบายกระทรวงคมนาคม เร่งพัฒนาขีดความสามารถของประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมการบิน พร้อมผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก (World Class Aviation Hub)
เมื่อวันที่ 16 ก.ค.69 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า การยกระดับขีดความสามารถให้สอดรับกับการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กระทรวงคมนาคมได้มอบนโยบายให้ สบพ. เร่งทบทวนและปรับปรุงกฎหมายจัดตั้ง สบพ. เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการบริหารงาน พร้อมทั้งขยายบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านการบินและอวกาศในอนาคต ควบคู่ไปกับการดำเนินงานตามแนวทางการบริหารอย่างยั่งยืน ด้วยการลดการใช้พลังงานทั้งกระแสไฟฟ้า น้ำประปา และน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อความคุ้มค่าและยั่งยืนขององค์กร บุคลากรคือหัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินไทย การยกระดับศักยภาพของ สบพ. จะเป็นรากฐานและฟันเฟืองในการสร้างบุคลากรคุณภาพเพื่อรองรับการเติบโต ขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการ สบพ. กล่าวว่า สบพ. ได้สร้างผลงานเชิงประจักษ์ในการก้าวสู่การเป็นสถาบันฝึกอบรมด้านการบินระดับโลก (World-Class Aviation Training Hub) โดย สบพ. ได้รับการรับรองจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ในฐานะสมาชิกโครงการ ICAO TRAINAIR PLUS ระดับ Platinum ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของโครงการเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และ ICAO ได้ประกาศยกย่องอย่างเป็นทางการให้ สบพ. เป็น สถาบันฝึกอบรมที่มีจำนวนบุคลากรด้านการบินเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร ICAO Training Packages สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี 2568 (Highest Number of Aviation Professionals Trained in the APAC Region ICAO Training Packages 2025) นอกจากนี้ สบพ. ยังเป็นสถาบันแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดินตามาตรฐานใหม่ TCAR PEL PART-147 เลขที่ CAAT.147.0001 จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นแห่งแรกของประเทศ รวมถึงความสำเร็จในการได้รับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดินและศูนย์ทดสอบมาตรฐานยุโรป Foreign EASA Part-147 จากองค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ซึ่งถือเป็นสถาบันแห่งแรกและแห่งเดียวของไทย

สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สบพ. เดินหน้าพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหินอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงคมนาคมอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น โครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ระยะที่ 1 กรอบระยะเวลา 3 ปี (ปีงบประมาณ 2568 – 2570) วงเงินกว่า 412 ล้านบาท มีความคืบหน้าทั้งงานอาคารและสาธารณูปโภค ขณะที่โครงการระยะที่ 2 กรอบระยะเวลา 2 ปี (ปีงบประมาณ 2569-2570) วงเงินกว่า 130 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโรงเก็บอากาศยานและโรงซ่อมบำรุง พร้อมยังได้ ผลักดันโครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกการบินหัวหินระยะที่ 2 ต่อเนื่อง กรอบระยะเวลา 3 ปี (ปีงบประมาณ 2570–2572) วงเงินประมาณ 453 ล้านบาท ในการสร้างอาคารหอพักศิษย์การบินและที่พักบุคลากร เพื่อรองรับการขยายตัวของการฝึกอบรมในอนาคต

ในปีงบประมาณ 2569 สบพ. ได้ดำเนินการจัดหาเครื่องบินฝึกแบบ DA40 NG จำนวน 4 ลำ วงเงินกว่า 121 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งมอบได้ภายในเดือนมีนาคม 2570 และยังได้วางแผนจัดหาเครื่องบินฝึกแบบ DA40 NG อีกจำนวน 4 ลำ และเครื่องฝึกบินจำลองเครื่องยนต์เดียวแบบ DA-40 XLT (Single Engine Flight Simulator DA-40 XLT ) จำนวน 2 เครื่อง ในปีงบประมาณ 2570 – 2571 วงเงินประมาณ 175 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตนักบินพาณิชย์ให้ทันต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย ในมิติของการผลิตและพัฒนากำลังคน สบพ. เน้นย้ำความเป็นผู้นำระดับภูมิภาค โดยในปีงบประมาณ 2569 มีผู้เข้าศึกษาภาคพื้นและภาคอากาศ กว่า 4,350 คน จนได้รับความไว้วางใจจากสายการบินชั้นนำ หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานด้านการบินในระดับสากลทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยการสนับสนุนทุนค่าเล่าเรียนสำหรับหลักสูตรนายช่างภาคพื้นดิน กับ สบพ. มอบทุน 100% เพื่อผลิตนายช่างภาคพื้นดินมาตรฐานสากลรองรับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ระยะเวลา 5 ปี ปีละ 38 ทุน สบพ. ยังได้ดำเนินโครงการปรับปรุง Aircraft Technology Workshop วงเงิน 59 ล้านบาท แล้วเสร็จ และเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีอากาศยานที่ทันสมัย รองรับการพัฒนาช่างอากาศยานที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานของประเทศไทยในอนาคต



















