จุดตัดนิติศาสตร์“ยิ่งชีพ”ท้าฟ้อง“ฮั้วสว.” ลากคดีขึ้นศาล-บีบ‘กกต.-DSI’คายข้อมูล

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาจาก “เป๋า-ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “ไอลอว์” ที่ยื่นหนังสือต่อ “ฝ่ายค้าน” ให้ตรวจสอบ “บิ๊กเนม” ของ “พรรคภูมิใจไทย 9 คน” ที่มีความพัวพันเชื่อมโยงกับ คดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่มีการยื่นตรวจสอบกันอยู่

“ยิ่งชีพ” บอกว่า “ตอนที่คิดว่าจะไปยื่นหนังสือให้ฝ่ายค้านตรวจสอบฝ่ายรัฐบาลเรื่องการโกงเลือก สว. สารภาพว่า ไม่ได้คิดเรื่องการพลีชีพ การกล้าหาญ การเอาตัวไปเสี่ยงอะไรมากนัก มันไม่ได้ผ่านสมองว่า ฉันจะโดนอะไรบ้างนะ และฉันต้องฮึบ ฉันต้องกล้า ฉันต้องยืนหยัด ไม่ได้เป็นจังหวะแบบนี้เลยครับ

ความกลัวมีแต่ว่า กกต. จะสั่งยกฟ้องพวกนี้ไปหมด โดยสาธารณะไม่ได้รู้ความจริงเลยหรือเปล่า กลัวว่าเราจะทำอะไรได้ไม่ทัน ทำได้ไม่ดี แล้วมาเสียใจทีหลังหรือเปล่า แล้วทำไมไม่มีใครพูดอะไรให้มันตรง ๆ ก็เพราะข้อกล่าวหาต่อคนของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมา มันลอยไปลอยมา เป็นตัวย่อบ้าง เป็นชื่อสมญาบ้าง

ดังนั้นหน้าที่ของผมคือ การจับข้อเท็จจริงที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ออกข่าวออกสื่อมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่ดัง เอามาเรียบเรียงต่อเข้าด้วยกัน ให้เป็นระบบ แล้วนำเสนอรวมกันครั้งเดียว ไม่ได้คิดจะทำสิ่งใหม่ เรื่องพวกนึ้เคยได้ยินคนพูดถึงมาแล้วนับไม่ถ้วน

อาจจะมีต้องใช้ความรู้และทักษะบ้าง คือ ก่อนจะนำเสนอก็เปิดหาโดยละเอียดว่า แต่ละคำ แต่ละประโยคจะอ้างอิงจากไหน ไม่ได้คิดขึ้นเอง ประเมินแล้วว่าถ้ามีคดีความจะอธิบายคำไหนประโยคไหนอย่างไร หลังแถลงเสร็จนักข่าวมากประสบการณ์ที่นั่งฟังอยู่ยังยิ้มให้พร้อมส่ายหัวว่า ไม่มีอะไรใหม่ … รู้กันมานานแล้ว

แต่สิ่งที่อยากยืนยันมีเรื่องเดียวคือ ไม่ได้พูดลอย ๆ นะครับ พวกเราทำการบ้านเรื่องนี้มาตลอด เรารู้มากกว่าที่เราพูดไปแล้วมาก ถังข้อมูลเรื่องนี้มันใหญ่กว่านั้นมาก แค่วันนี้เลือกนำเสนอเท่านี้ก่อน แล้ววันหลังจะมีมากกว่านี้ ก็จะค่อย ๆ ตามมา

หลังจากนี้ ถ้าโดนฟ้องก็พร้อมจะนำเสนอหลักฐานและพยานที่มากขึ้น ชัดเจนขึ้น เป็นทางการมากขึ้น ถ้าไม่ต้องฟ้องกันก็ดีกว่า และสิ่งสำคัญที่ยิ่งชีพกล่าวย้ำ ก็คือ “ข้อมูลเรื่องการโกงเลือก สว. นั้นไม่ได้ลอยนะครับ แต่หนักมากเลยครับ”

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อแกนนำฝ่ายค้าน

ขณะที่ “วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษา มองว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เกิดปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.ปี 2567 กรณีที่ “ไอลอว์” เปิดชื่อ 9 นักการเมืองภูมิใจไทย โยงขบวนการฮั้ว สว. ยื่นฝ่ายค้านเช็กบิลรัฐบาล

กรณีนี้ มีจุดตัดที่น่าสนใจอย่างยิ่งในทางนิติศาสตร์ ด้านหนึ่ง “ยิ่งชีพ” ผู้อำนวยการไอลอว์ ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการเลือก สว. ไปยื่นต่อฝ่ายค้าน พร้อมระบุว่า ข้อมูลเชื่อมโยงนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย 9 ราย

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง “ศุภชัย ใจสมุทร” ในฐานะ ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงตอบโต้ทันทีว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล และประกาศว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” พร้อมด้วยบุคคลอีก 8 รายที่ถูกพาดพิง จะดำเนินคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทกับ “ยิ่งชีพ” อย่างถึงที่สุด

ศุภชัย ใจสมุทร

เมื่อมองผิวเผิน หลายคนอาจเห็นว่าเป็นเพียงการปะทะกันระหว่างฝ่ายค้าน ภาคประชาชน และพรรคการเมือง แต่หากมองลึกลงไป คดีนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดคดีหนึ่ง เพราะอาจเป็น จุดเชื่อมระหว่างกระบวนการตรวจสอบของ กกต. และ DSI กับกระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม เพราะ

-คดีหมิ่นประมาทไม่ได้ตัดสินคดีฮั้ว สว. แต่ ตัดสิน “ความสุจริต” โดยสิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ หากมีการฟ้องคดีหมิ่นประมาทจริง ศาลยุติธรรมจะไม่ได้วินิจฉัยว่าใครกระทำความผิดฐานฮั้วเลือก สว. หรือไม่ เพราะประเด็นนั้นอยู่ในอำนาจของกระบวนการตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. และเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

แต่สิ่งที่ศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณา คือการที่นายยิ่งชีพเผยแพร่และยื่นข้อมูลดังกล่าว เป็นการ “ใส่ความ” โดยไม่มีมูล หรือเป็นการใช้สิทธิในการตรวจสอบเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะโดยสุจริต คำถามนี้เองอาจทำให้ศาลจำเป็นต้องพิจารณาที่มาของข้อมูลและพยานหลักฐานที่ผู้ถูกฟ้องใช้อ้างอิง

-ข้อมูลที่ iLaw นำมาแถลงและยื่นต่อฝ่ายค้าน ปรากฏว่า เป็นข้อมูลที่อยู่ในสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. และสำนวนของ DSI ในคดีฟอกเงิน

    หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ และมีการฟ้องคดีหมิ่นประมาทเกิดขึ้นจริง จำเลยย่อมอาจยกข้อต่อสู้ว่า ข้อความที่ตนนำเสนอไม่ได้เกิดจากการกล่าวหาเลื่อนลอย แต่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ได้มาจากกระบวนการสืบสวน สอบสวน และไต่สวนของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย

    -ในสังคมประชาธิปไตย การเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักนิติรัฐ รัฐธรรมนูญจึงรับรองสิทธิของประชาชนในการร้องเรียน เสนอข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานของรัฐ

    ด้วยเหตุนี้ ศาลไทยจึงวางหลักมาอย่างต่อเนื่องว่า การร้องเรียนหรือเสนอข้อมูลต่อหน่วยงานของรัฐโดยสุจริต เพื่อให้ใช้อำนาจตามกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริง แม้ผู้ถูกร้องเรียนจะได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียง ก็ไม่อาจถือเป็นการหมิ่นประมาทโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายรับรองและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

    หากพรรคภูมิใจไทยฟ้อง “ยิ่งชีพ” ต่อศาลยุติธรรมจริง ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลไต่สวนข้อเท็จจริงจาก กกต. และ DSI ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ได้

    การฟ้องหมิ่นประมาทในลักษณะนี้มีปัญหาว่าเข้าข่ายการฟ้องเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) หรือไม่ แม้กฎหมายไทยมิได้ใช้คำว่า SLAPP โดยตรง

    แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีราษฎรเป็นโจทก์ หากปรากฏว่า การฟ้องเป็นไปโดยไม่สุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ

    อดีตผู้พิพากษาวัส ทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยจะตัดสินใจฟ้องหรือไม่ หรือไม่ว่าผลของคดีจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สังคมควรคาดหวังคือ กระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายนำพยานหลักฐานมาแสดงอย่างเต็มที่ และให้ศาลเป็นผู้ชั่งน้ำหนักตามกฎหมาย

    สำหรับผู้ถูกกล่าวหา ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองต่อชื่อเสียง และไม่ถูกทำลายด้วยข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูล ในขณะที่ผู้เปิดเผยข้อมูล หากกระทำโดยสุจริตและมีเหตุอันควรเชื่อ ก็ย่อมมีสิทธิใช้เสรีภาพในการตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ

    สุดท้าย อาจต้องขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ฟ้อง “ยิ่งชีพ” เพราะมีโอกาสให้ข้อเท็จจริงในคดีฮั้วเลือก สว. ได้มีโอกาสปรากฏออกมาสู่สังคม ผ่านกระบวนการตรวจสอบของศาลได้บ้าง หลังจากถูกแช่เย็นมาเป็นเวลานานนับปีนั่นเอง

    …………….

    คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram

    - Advertisement -spot_imgspot_img
    RELATED ARTICLES

    HIGHLIGHT

    - Advertisement -spot_img
    spot_img

    Most Popular

    - Advertisement -spot_img
    spot_img
    - Advertisement -spot_imgspot_img
    spot_imgspot_img