โค้งสุดท้าย! จัดทัพข้าราชการ บางเก้าอี้ รอรับ”เผือกร้อน”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์เศษๆ ก็จะสิ้นเดือนกันยายน ที่เป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2569  และเป็นเดือนที่ข้าราชการที่ครบกำหนดเกษียณอายุ ฯ ก็จะอำลาตำแหน่ง ทำให้ทุกหน่วยงานราชการ จะต้องมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในสังกัดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน แต่ก็เหตุยกเว้น หากไม่ทันภายในเดือนกันยายน  ก็สามารถตั้งรักษาการไว้ก่อนได้

อย่างเช่น”โผตำรวจ”ที่ตอนนี้แต่งตั้งระดับนายพล คือพล.ต.อ.-พล.ต.ท.-พล.ต.ต. เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็กำลังให้แต่ละกองบัญชาการ ทำโผแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รองผู้บังคับการ-สารวัตร คือพ.ต.อ.-พ.ต.ต. โดยให้เริ่มทำโผแต่งตั้งตั้งแต่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไปและสั่งกำชับให้ทำให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 30 พ.ย. ที่ก็คือให้เวลาไม่เกินสองเดือน เป็นต้น  

ที่ผ่านมารัฐบาลอนุทิน 2 มีการจัดทัพแต่งตั้งโยกย้ายระดับ 11 และระดับ 10 ไปแล้วหลายหน่วยงาน หลักๆ ก็มีอาทิเช่น ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ที่ข้ามห้วยจากเลขาธิการศอ.บต.มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม-ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ขึ้นมาจากอธิบดีกรมทางหลวง-รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มาจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร-พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่มาจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า-โชคชัย วิเชียรชัยยะ  ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จากอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ

ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการจากเลขาธิการสภาการศึกษา-ฉันทานนท์ วรรณเขจ ปลัดกระทรวงพลังงานที่รับโอนจากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี-ฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ขยับมาจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ 

พลเอกศรัณย์ เพชรานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหมจากรองปลัดกระทรวงกลาโหม-กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติขยับจากจากรอง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ-พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ข้ามห้วยมาจากเสนาธิการทหารบก -ดร. ณัฐพล รังสิตพล        ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำที่โดนเด้งจากปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหลังนายวราวุธ ศิลปอาชา ไม่ต่ออายุให้ และไม่ได้ไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน เพราะดันไปลองดีกับฝ่ายการเมืองในการตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลยโดนเด้งเข้ากรุ

ส่วนสาย”กระบวนการยุติธรรม”ปีนี้ เปลี่ยนผู้นำสูงสุดพร้อมกันหมด ทั้ง ประธานศาลฎีกา ซึ่งคนมาเป็นประธานศาลฎีกาคนใหม่คือ วีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา ตามมติของคณะกรรมการข้าราชการตุลาการหรือก.ต. ส่วนอัยการสูงสุด ก็คือ โกวิท ศรีไพโรจน์ รองอัยการสูงสุด ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการอัยการ (ก.อ.)ส่งชื่อไปให้ วุฒิสภาโหวตเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คนที่ 21 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา มาเป็นผบ.ตร.คนใหม่ ตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้เช่นกัน

ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในยุครัฐบาลอนุทิน 2 ก็มีบางตำแหน่งที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และปฏิกิริยาจากคนที่ถูกปรับเปลี่ยนเช่น นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ที่ถูกเด้งจากปลัดกระทรวงยุติธรรมไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ปรากฏว่าครม.มีมติ 7 ก.ค. วันรุ่งขึ้นเธอก็ยื่นใบลาออกจากราชการทันที แม้จะเหลืออายุราชการอีกหนึ่งปี

 หรือกรณีการตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจ ที่เติบโตมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุค เนวิน ชิดชอบ เป็นรมช.เกษตรฯ ตอนยุครัฐบาลทักษิณ 2 ทำให้มีความสนิทสนมกับนายเนวินอย่างมาก จนมีการดึงตัวไปช่วยงานนายอนุทิน ที่ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 แล้วจู่ๆ ก็มาเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ทั้งที่ไม่ได้เรียน ไม่เคยทำงานเกี่ยวกับด้านพลังงาน-อุตสาหกรรมอะไรมาก่อน แต่ได้ตำแหน่งเพราะแรงดันจากนายเนวิน หลังเกิดปัญหาฝ่ายการเมืองไม่พอใจ ดร. ณัฐพล รังสิตพล ที่เดิมจะตั้งมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงานแต่เกิดปัญหาปีนเกลียวในการตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ ทำให้ ฉันทานนท์ เลยส้มหล่นได้เป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ชนิดทำเอาบิ๊กๆในกระทรวงพลังงานที่รอลุ้นขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานได้แต่อ้าปากหวอ

 สำหรับในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นเดือนกันยายน คืออังคารที่ 22 กันยายนและอังคารที่ 29 กันยายน  ต้องรอดูว่าบางกระทรวงที่ยังไม่ได้มีการนำโผแต่งตั้งโยกย้ายระดับ11 และระดับ 10 เข้าครม. จะมีการนำเข้าทันหรือไม่ หรือจะยกยอดไปเดือนตุลาคมเลย

ซึ่งในส่วนของระดับ 11 บางตำแหน่งที่ยังไม่มีการนำชื่อเข้าครม.ก็เช่น เลขาธิการ ศอ.บต. คนใหม่ หลังก่อนหน้านี้มีการโยก ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ซึ่งปัจจุบันมี ชนธัญ แสงพุ่มรองเลขาธิการ ศอ.บต.ได้รับมอบหมายให้รักษาราชการแทน นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คนใหม่ ที่จะมาแทน ดร.ณัฐพล ก็ยังไม่ได้มีการนำชื่อเข้าครม.แต่คาดว่าคงในเร็วๆนี้ เพราะตอนนี้กำลังรอให้กระบวนการโยกนายณัฐพลเสร็จเรียบร้อยอย่างเป็นทางการก่อน โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า ตัวเต็งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ก็คือ ภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะทำงานเข้าขากับนายวราวุธ รมว.อุตสาหกรรม

ขณะที่ระดับ 10 ก็ยังมีบางกระทรวงที่ยังจัดทัพไม่เสร็จ เช่น กระทรวงมหาดไทย ที่ยังเหลือโผสอง คือโผดันระดับ 9 พวกรองผู้ว่าฯ -รองอธิบดีฯ ขึ้นไปเป็นระดับ10 คือผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เพื่อทดแทนระดับ 10 ที่เกษียณปีนี้ ประมาณ 18 ตำแหน่ง โดยหากไม่ทันวันที่ 30 กันยายน ก็อาจเอาเข้าที่ประชุมครม. ตุลาคม ซึ่งหากจังหวัดไหนยังว่าง ไม่มีผู้ว่าฯ ก็ให้รองผู้ว่าฯ อาวุโสสูงสุดรักษาราชการไปก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งเสร็จเรียบร้อย

เช่นเดียวกับกระทรวงการคลัง ที่ปีนี้ระดับ 10 มีเก้าอี้ว่างหลักๆ  4 ตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมธนารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และ รองปลัดกระทรวงการคลัง

แต่เก้าอี้ที่คนจับตามองมากสุดก็คือ อธิบดีกรมสรรพากร ที่เป็นตำแหน่งใหญ่สุดในระดับ 10 ของกระทรวงการคลัง ที่ข่าวว่า โผไม่นิ่ง เพราะมีหลายชื่อเป็นแคนดิเดต จนดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ไม่ยอมเคาะเอาชื่อเข้าครม.เสียที โดยแคนดิเดตหลักๆ ก็คือ สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี-พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต- แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลางและวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ซึ่งสุดท้ายไม่ว่าใครจะมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากร นอกจากงานหลักๆ เช่นการจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้า เพื่อนำเงินมาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่งให้สำนักงบประมาณแล้ว ในส่วนของงานร้อนๆ ก็มีบางเรื่องรออยู่เช่น การเดินหน้าจัดเก็บภาษีจากทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร มีคำตัดสินเมื่อ  17 พฤศจิกายน 2568 ให้ ทักษิณ ต้องจ่ายภาษี จากกรณีมีรายได้จากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในปี 2549โดยต้องเสียภาษี 17,629 ล้านบาท

แต่ทักษิณ ก็ไม่ยอมง่ายๆ เลยยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอาการกลาง เมื่อ เดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อคัดค้านการยึดและอายัดทรัพย์สำหรับหนี้ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป และขอให้ศาลสั่งห้ามกรมสรรพากรยึดหรืออายัดทรัพย์เพิ่มเป็นการชั่วคราว โดยทักษิณอ้างว่า การบังคับคดีภาษีดังกล่าว เป็นการยึดหรืออายัดซ้ำซ้อน เพราะเงินหรือทรัพย์จากการขายหุ้นชินคอร์ปเคยถูกยึดทรัพย์ฯ ไปแล้วก่อนหน้านี้  4.63 หมื่นล้านบาท

พบว่า ศาลภาษีอากรกลางได้นัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว 7 ตุลาคม 2569 และนัดชี้สองสถานและสืบพยานวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569

โดยหากสุดท้าย ศาลภาษีอากรกลาง มีคำสั่งออกมาโดย ยืนกรานให้ทักษิณต้องจ่ายภาษีดังกล่าว ก็จะทำให้กรมสรรพากร ในยุคอธิบดีคนใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร มีงานร้อนๆ รออยู่

ซึ่งหากกรมสรรพากรไม่ดำเนินการ ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของทักษิณ ก็รอจองกฐิน ยื่นร้องป.ป.ช. ไต่สวนเอาผิดข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ 157 ประมวลกฎหมายอาญา แต่หากดำเนินการไล่บี้จัดเก็บภาษีทักษิณ ก็ต้องวัดใจเหมือนกันว่าฝ่ายการเมืองในเพื่อไทย ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะพอใจหรือไม่ หาก กรมสรรพากร มาแตะต้องนายใหญ่ จะมาทวงเงิน 17,629 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม  คนมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่คงไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะหากทำตามกฎหมาย ตามคำตัดสินของศาลฎีกา ก็จะเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้ แต่หากไม่ทำ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ดึงเรื่องไว้ จะเสี่ยงหนักเพราะอาจโดนเอาผิดได้ เสี่ยงคุก เสี่ยงตาราง ซึ่งก็มีบิ๊กข้าราชการหลายคน มีตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้ว กับการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่กล้าแตะนักการเมือง ที่สุดท้าย ข้าราชการ ต้องเจอวิบากกรรม ต้องติดคุก โดยปลดออก ไล่ออกจากราชการ เสียชื่อเสียงในบั้นปลายชีวิต

……………………………………..

คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง

โดย “พระจันทร์เสี้ยว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img