“ศิริกัญญา ตันสกุล” พรรคประชาชน อัดแผนปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล “ล้มเหลว-ผิดลำดับขั้นตอน” ชี้มาตรการเออร์ลี่รีไทร์ไร้แรงจูงใจ จี้เบรกแผน 6-12 เดือน เพื่อทบทวนภารกิจและยุบหน่วยงานซ้ำซ้อนก่อน ไม่ใช่แก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก
วันที่ 27 ก.ค.2569 เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์กรณีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอแนวทางการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ และอาจจะยุบบางหน่วยงานที่มีความซ้ำซ้อน ว่า เรื่องนี้ไม่ควรออกมาพูดทีละหน่วยงาน แต่ต้องการเห็นรองนายกรัฐมนตรีกางวิธีคิดทั้งหมดเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งจะต้องมีการทบทวนภารกิจหน่วยงานก่อนที่จะทำเออรี่รีไทร์
“เป็นไปได้ยังไงว่าเราคุยกันเรื่องเออรี่รีไทร์ ก่อนที่เราจะยุบหน่วยงานนั้นที่มันซ้ำซ้อนมาก ดิฉันมองว่าต้องกลับไปที่จุดตั้งต้น ว่าหน่วยงานราชการทั้งหมดทั้งประเทศควรต้องทบทวนภารกิจครั้งใหญ่ได้แล้ว ว่ารูปแบบของกระทรวงต่างๆ ที่มีกรมๆ ต่างๆอยู่ใต้สังกัด มี ภารกิจจำเป็นแบบเดิมหรือไม่ หรือต้องมีภารกิจใหม่ต้องการหน่วยงานรองรับ ต้องทบทวนภารกิจใหม่ทั้งหมด เพื่อจะได้รู้ว่าสุดท้ายตัวที่ซ้ำซ้อน ที่ต้องโดนยุบรวมมีอะไรบ้าง ไม่ใช่เพราะนึกอะไรออกบอกทีละหน่วย แบบนี้คิดไม่เป็นระบบ” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่าจะต้องมีการคัดเลือกบุคคลที่ไปต่อกับหน่วยงานไม่ได้แล้วออกจากงาน ไม่เพียงแค่เอรี่รีไทย ไม่เช่นนั้น การเออรี่รีไทร์ที่ประกาศรับฟังความคิดเห็นจะไม่ได้ผล กลายเป็นว่าคนที่มีความสามารถแต่เออรี่ไปก่อนเป็นลำดับแรก จึงไม่แปลกใจหลังจากประกาศรับฟังความคิดเห็นเพียง 3 วันมีคอมเมนต์ 8,000 ความเห็น นั่นเพราะ ไม่ได้ดึงดูดใจ ของคนที่ต้องการเข้าโครงการ เพราะค่าตอบแทนสูงสุดในการชดเชยเพียง 12 เดือน สำหรับคนที่อายุเกิน 50 ปี ซึ่งอาจจะดึงดูดได้บ้าง แต่เมื่อกำหนดช่วงอายุ 40 – 49 ปี เข้าโครงการได้ให้ชดเชยสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน คงไม่มีใครอยากเข้าโครงการ เพราะข้าราชการที่อายุต่ำกว่า 50 ปี ออกตอนนี้จะยังไม่ได้รับบำนาญ คิดว่าสุดท้ายไม่น่าจะมีข้าราชการสนใจ
เมื่อถามว่าแรงจูงใจที่บอกว่าจะให้หน่วยงานหากมีคนออก 5 คน จะจ้างเอาท์ซอร์ทเข้ามาปรับปรุงด้านเทคโนโลยี น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่น่าทำให้หัวหน้าหน่วยงานใดสนใจ สร้างแรงกดดันหรือเชิญชวนให้ข้าราชการภายใต้กำกับดูแลของตัวเองต้องเข้าโครงการนี้
“คิดว่าเป็นโครงการที่ล้มเหลว ทำไม่ได้ถูกลำดับขั้นตอน มีข่าวคราวมีปัญหาขึ้นมาคิดจะมาแก้แล้วรีบร้อนในการออกตัวมาตรการโดยท้ายที่สุดไม่ได้ผล คิดว่า 4,000-5,000 คน ไม่น่าจะได้แน่ๆ แต่ในความเป็นจริงอาจต้องการให้ใช้กำลังคนภาครัฐและลงกว่านี้อีก พูดว่าจาก 3 ล้าน จะเหลือ 2 ล้านคน จะเอาจากที่ไหนเมื่อการเออรี่รีไทร์ของท่านไม่ได้น่าดึงดูดเลย” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
เมื่อถามว่าการเออรี่รีไทร์อาจไม่ได้ดึงดูด จึงมีการมองถึงการยุบหน่วยงาน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นลำดับขั้นตอนที่ผิด ควรต้องคิดเรื่องยุบหรือรวมหน่วยงานก่อน แล้วสุดท้ายเมื่อเหลือแค่ไหนค่อยไปทำเอรี่รีไทร์ แต่กลายเป็นว่าเมื่อโครงการไม่ได้ผล ไปเอาอันโน้นออก หรือมีแรงกดดันจากห้องกรรมาธิการที่มีการพูดเยอะเกี่ยวกับหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และตามกระแสสังคมและอยู่ดีๆ ก็หยิบจับหน่วยงาน มายุบรวมมองว่าเป็นการรูปหน้าปะจมูก เสนอแนะว่าจะต้องทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือศึกษาก่อนเป็นระยะเวลา 6-12 เดือน เพราะยังไม่ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณทันที และมาตรการที่มีอยู่ยังไม่ได้ช่วยทำให้งบประมาณปี2571 กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไม่ต้องรีบร้อนรีบรออกมามาตรการเช้าอันเย็นอันแบบนี้



















