กลายเป็นคำถามตัวโตถึงประสิทธิภาพของ “กฎหมายไทย” หลัง ฆาตกรเหี้ยม อย่าง “ไอ้ป๋อง” หรือ “ฑณา เกิดทอง” พ้นโทษมาในเดือน มิ.ย.69 แต่กลับ ก่อคดีสะเทือนขวัญต่อเนื่อง 2 คดี คือ ฆ่ายกครัว 3 ศพ และ ฆ่า 2 พี่-น้องรัสเซีย แล้วอำพรางศพทั้ง 2 คดีด้วยการฝังดิน กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญในพื้นที่ จ.ชลบุรี
ย้อนกลับไปดูประวัติของ “ไอ้ป๋อง” อายุ 43 ปี เพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำพิเศษพัทยา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา หลังรับโทษจำคุก 7 ปี 7 เดือน 25 วัน ในคดีพยายามฆ่า, อาวุธปืน และยาเสพติด โดยเป็นการ “รับโทษชนเพดาน” คือไม่มีการลดโทษหรืออภัยโทษใดๆ
แต่เนื่องจาก “ไอ้ป๋อง” เป็นผู้กระทำผิดในข่ายใช้ความรุนแรง ตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ หรือ JSOC ทำให้ก่อน “ไอ้ป๋อง” พ้นโทษ ทาง “กรมราชทัณฑ์” ได้มีการประเมินความเสี่ยง และเสนอ “อัยการ” ให้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดระยอง
กระทั่งศาล มีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 ม.ค.69 ให้ใช้ มาตรการเฝ้าระวังเป็นเวลา 2 ปี โดยมีเงื่อนไขหลักคือ ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง ต้องรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และ เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู โดยไม่มีคำสั่งให้ ติดกำไลอีเอ็ม
ปรากฎว่า ภายหลังพ้นโทษ “ไอ้ป๋อง” เข้ารายงานตัวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้น เขาก็เพิกเฉยต่อมาตรการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามพิกัดได้แบบเรียลไทม์ จนเขาสามารถไปก่อเหตุสะเทือนขวัญ ถึง 2 คดีซ้อน
เหยื่อของ “ไอ้ป๋อง” ประกอบด้วย 2 พี่-น้องชาวรัสเซีย 2 ราย ที่ถูกฆ่าฝังดินในป่ามะพร้าว ต.ห้วยใหญ่ และจากการขยายผล ยังพบศพพ่อ-แม่-ลูกชาวไทยอีก 3 ราย ถูกฝังอำพรางในบริเวณใกล้เคียง รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 5 ราย ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังเขาพ้นโทษ ไม่ถึง 2 เดือน

ประเด็นนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะ มาตรการ JSOC ที่ตัวบทกฎหมายเขียนมาอย่างดี แต่เจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบกลับเพิกเฉย อาทิ สำนักงานคุมประพฤติ ตำรวจป้องกันปราบปรามท้องที่ตามภูมิลำเนา ที่ไอ้ป๋องพ้นโทษและกลับมาใช้ชีวิต ไม่ได้ทำประวัติ ออกตรวจตราดูความประพฤติ “บุคคลเสี่ยง” ที่กลับมาอยู่ในพื้นที่
เพราะโดยหลักการแล้ว ราชทัณฑ์จะทำรายงานแจ้งมายังโรงพักตามภูมิลำเนา “บุคคลเสี่ยง” ว่าบุคคลรายนี้ใกล้พ้นโทษ ขอให้มีการมอบหมายสายตรวจ รับผิดชอบตรวจตราความประพฤติบุคคลดังกล่าว รวมทั้งหาก “บุคคลเสี่ยง” ย้ายออกนอกไปพื้นที่ใด โรงพักจะต้องคอยแจ้งประสานงานสอดรับกัน ตามหลักการป้องกันปราบปราม
การที่ “ฆาตกรทมิฬ” อย่าง “ไอ้ป๋อง” พ้นคุกออกมา โดยไม่มีมาตรการเฝ้าระวังใด ๆ จึงเปรียบเสมือนเป็นการ “ปล่อยเสือเข้าป่า” รอวันที่มันจะออกเข่นฆ่า ก่อกรรมทำชั่วขึ้นมาอีกครั้ง จนสุดท้าย…สังคมต่างเรียกร้องให้มีการบังคับใช้ “โทษประหารชีวิต” อย่างจริงจัง เพื่อปิดโอกาสการกลับมากระทำผิดซ้ำ
ปัจจุบัน “ไอ้ป๋อง” ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษพัทยา ที่มันใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตอยู่ในนั้น และยังไม่มีแนวโน้มย้ายไป “เรือนจำความมั่นคงสูง” หรือ “ซูเปอร์แม็กซ์” หากไม่มีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่องระหว่างถูกคุมขัง
…………………
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















