เรายังเกาะติดประเด็น งานระดมทุนเพื่อการสร้างชุมชน “โบสถ์ยิว” ในงานกาลาดินเนอร์ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2567 โดยมีตัวละครสำคัญคือ “แรบไบโจเซฟ” ที่เข้ามาบุกเบิก เผยแพร่ศาสนาในไทยกว่า 30 ปี และ ได้สัญชาติไทย จนสร้าง “ชาบัด” ได้ทั่วประเทศไทย และยังได้รับการคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการ “ชาบัด ออฟ ไทยแลนด์” อีกด้วย
แต่ในขณะเดียวกัน มีคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยอาจต้องเสียทรัพยากร ที่ดิน ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญไปด้วยหรือไม่ เพราะธุรกิจของ “แรบไบโจเซฟ” มูลค่านับหมื่นล้านบาทในไทย ทำในนามสิทธิพลเมืองไทย แต่ธุรกิจทั้งหมด อยู่ใน “ระบบนิเวศน์แบบปิด” ให้บริการเฉพาะชาวอิสราเอลเท่านั้น
จากการตรวจสอบเครือข่ายการระดมทุนที่เชื่อมโยงกับ “ชาบัด ออฟ ไทยแลนด์” ที่มี “แรบไบโจเซฟ” เป็นผู้อำนวยการ พบว่า ใช้โครงสร้างการระดมทุนแบบ “องค์กรหน้าบ้าน” ในบางประเทศ เพื่อให้ผู้บริจาคในประเทศนั้น ๆ ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
โดยพบอย่างน้อย 2 องค์กรที่ทำหน้าที่นี้ ได้แก่
-อเมริกัน เฟรนด์ ออฟ ชาบัด ออฟ ไทยแลนด์ จดทะเบียนที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี 2003 ตั้งอยู่ที่ พอร์ท วอชิงตัน
-เดอะ ชาย แชริทเอเบิล ฟาวเดชั่น องค์กรการกุศลในออสเตรเลีย และมีสาขาในสหรัฐฯ ที่มีหน้าเพจเปิดรับบริจาคให้ “ชาบัด ออฟ ไทยแลนด์” ของ “แรบไบโจเซฟ” โดยตรง
ข้อมูลจาก เว็บไซต์ “โปรพับลิก้า” ที่รวบรวมแบบแสดงรายการบริจาค เปิดเผยว่า “อเมริกัน เฟรนด์ ออฟ ชาบัด ออฟ ไทยแลนด์” ได้รับสถานะยกเว้นภาษี ตั้งแต่ปี 2003 โดยถูกจัดอยู่ในหมวดองค์กรศาสนา
“อเมริกัน เฟรนด์ ออฟ ชาบัด ออฟ ไทยแลนด์” แจ้งวัตถุประสงค์ว่า ให้เงินแก่ “องค์กรศาสนาในประเทศไทยและอินเดีย” เพื่อจัดบริการทางศาสนาแก่ชาวยิวที่พำนักเดินทาง หรือทำงานอยู่ในประเทศ
เมื่อเจาะลึกรายได้ที่ปรากฏในฐานข้อมูล ตั้งแต่ปี 2554-2567 มีเงินบริจาครวม 31.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยมากกว่า 1,000 ล้านบาท
และที่น่าสนใจคือ พบชื่อของ “แรบไบโจเซฟ” เป็นกรรมการอยู่ใน “อเมริกัน เฟรนด์ ออฟ ชาบัด ออฟ ไทยแลนด์” ในสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ตัวเขาเองยังมีบทบาท เป็นผู้อำนวยการ “มูลนิธิชาบัด ออฟ ไทยแลนด์” ในประเทศไทย ที่เป็นผู้รับบริจาคเงินโดยตรง
จุดนี้จึงมีคำถามเรื่องเส้นเงินบริจาคจากสหรัฐฯ ว่า หากโอนเข้ามาในไทยแล้ว ไปยังที่ใดต่อ
ส่วน “เดอะ ชาย แชริทเอเบิล ฟาวเดชั่น” เป็นองค์กรการกุศลที่ลงทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแลการกุศลของออสเตรเลีย จากรายงานงบการเงินล่าสุด สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 พบว่า มียอดบริจาคทั่วไปรวม 13,597,649 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (13.5ล้าน) หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 318 ล้านบาท
ตัวเลขข้างต้นเป็นยอดรวมเงินบริจาคทั้ง 2 องค์กร ไม่ใช่ตัวเลขเงินบริจาคโดยตรงให้ “ชาบัด ออฟ ไทยแลนด์” แต่ข้อมูลนี้ ยืนยันได้ว่า ชาบัดในประเทศไทย มีเครือข่ายระดมทุนที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ โดยเฉพาะองค์กรการกุศลในสหรัฐฯ ที่ตัว “แรบไบโจเซฟ” เป็นกรรมการอยู่ด้วย
โดยพบว่า ใน 10 กว่าปี มีเงินบริจาครวมเข้ามากว่า 1 พันล้านบาท เงินทั้งหมดถูกส่งต่อให้เครือข่ายชาบัดในไทยด้วยหรือไม่ หรือเงินถูกถ่ายโอนเข้ามาในนิติบุคคลในประเทศไทย กว่า 40 บริษัท ที่เกี่ยวข้องกับ “แรบไบโจเซฟ” และเงินบริจาคเหล่านี้ ถูกเปิดเผยในรายงานงบการเงินของบริษัทด้วยหรือไม่
แม้ว่า “ชาบัด ออฟ ไทยแลนด์” จะมีจุดประสงค์มุ่งสร้างที่พัก อาหารแบบฉบับยูดาย และเผยแพร่ศาสนาให้กลุ่มแบคแพคเกอร์ชาวอิสราเอล ที่ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาว ที่ปลดประจำการจากหน่วยทหารไอดีเอฟ แล้วมาท่องเที่ยวในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในไทยและอินเดีย เพื่อให้ใช้ชีวิตเสมือนกับอยู่ที่บ้าน และได้ค้นพบแก่นแท้ของศาสนา
แต่การถือครองที่ดินตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในประเทศไทย การสร้างคอนโดมิเนียม ขายให้กลุ่มชาวอิสราเอลด้วยกัน ย่อมถือเป็นการสร้างชุมชนย่อม ๆ และอาจเสี่ยงต่อการย้ายถิ่นฐานด้วยหรือไม่ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ภาครัฐต้องติดตาม เพราะอาจกลายเป็น “ภัยด้านความมั่นคง” ในอนาคตได้
ที่สำคัญ…ต้องไม่ลืมว่า เครือข่ายธุรกิจหมื่นล้านของ “แรบไบโจเซฟ” ไม่ว่าจะเป็นอสังหาฯ ท่องเที่ยว ร้านอาหาร นั้น ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญไทย เพราะ “แรบไบโจเซฟ” และลูกหลานได้สัญชาติไทยเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วนั่นเอง
………….
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















