เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ต่ำสุดในรอบ 3 ไตรมาสและต่ำสุดในอาเซียน
แต่ถ้ามอง เศรษฐกิจไทยจากตัวเลข “จีดีพี.” อย่างเดียว หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่มีอะไรน่าตกใจ ไตรมาส 2/2569 เศรษฐกิจยังขยายตัว 1.9 % แม้จะชะลอตัวจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่ “สภาพัฒน์” ยังยืนยันว่า ทั้งปีเศรษฐกิจจะโตได้ประมาณ 2.0-2.5%
แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยวันนี้ อาจไม่ได้อยู่ในคำถามที่ว่า “เศรษฐกิจโตหรือไม่โต” แต่อยู่ที่ว่า “โตเร็วพอหรือไม่” และการเติบโตนั้นตกอยู่ในกระเป๋าคนส่วนใหญ่หรือไม่
หากดูตัวเลขไตรมาส 2 จะเห็นว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานอยู่ที่ประมาณ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส ตัวเลขนี้สำคัญกว่าคำว่า “จีดีพี.โตหรือหด” โรงงานไม่ได้หยุดผลิต เพราะรัฐบาลสั่งปิดเหมือนปี 63 ที่เป็นช่วงโควิดระบาด
แต่ “กำลังผลิตไม่เต็มที่” เพราะ “คำสั่งซื้อลดลง” ภาคอุตสาหกรรมโตแค่ 0.1% การผลิตรถยนต์ลดลง 7.2% และการส่งออกรถยนต์นั่งลดลงถึง 42.4%
ขณะที่ “การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม” ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส นี่คือ “สัญญาณว่าเศรษฐกิจเก่ากำลังเหนื่อย”
ในเวลาเดียวกันก็มี เงินลงทุนก้อนใหญ่กำลังไหลเข้ามา การลงทุนภาคเอกชนไตรมาสนี้โตถึง 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส โดยเฉพาะเครื่องจักรและอุปกรณ์โต 16.6% แสดงว่า นักลงทุนยังเห็นโอกาสการลงทุนในประเทศไทย เพียงแต่ปัญหาคือ เงินทุนที่เข้ามานั้น สร้างงานและรายได้ให้คนไทยมากแค่ไหน

เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนด้าน “ดาต้า เซ็นเตอร์” และ “เศรษฐกิจดิจิทัล” การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าพุ่งกว่า 100% จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกเป็นขาดดุล โดยไทยนำเข้า PCB ชิป อุปกรณ์เครือข่าย ระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็นจำนวนมาก เพื่อรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กำลังขยายตัว
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า “ดาต้า เซ็นเตอร์” ไม่ดีไปทั้งหมด ตรงกันข้ามไทยต้องการลงทุนแบบนี้ เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุค AI และ เศรษฐกิจดิจิทัล แต่จะทำยังไงให้ไทยได้ประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้ มากกว่าได้แค่ “ตึก” กับ “เซิร์ฟเวอร์” เพราะ “ดาต้า เซ็นเตอร์” เป็นเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง แต่ใช้แรงงานไม่มาก การลงทุนเครื่องจักรโต 16% ขณะที่การจ้างงานภาคอุตสาหกรรมโตเพียง 0.4% แต่ใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ามหาศาล
นี่คือ โจทย์ของประเทศไทย เงินกำลังเข้ามา แต่เราต้องทำให้เงินนั้น สร้าง “มูลค่าเพิ่มในประเทศ” ให้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงนำอุปกรณ์จากต่างประเทศมาติดตั้งบนแผ่นดินไทย แล้วรายได้ส่วนสำคัญ กลับไปยังเจ้าของต่างชาติ
ถ้าไทยเป็นแค่ “ที่ตั้ง” เราอาจจะได้ “จีดีพี.” ได้ค่าไฟ ได้งานก่อสร้าง แต่ไม่ได้สร้างบริษัทไทย คนไทย และไม่ได้เทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่คนส่วนใหญ่สัมผัสได้ กลับไม่สดใสเหมือนตัวเลขการลงทุน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง เหลือ 50.3% ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส การบริโภคเอกชนโตเพียง 1.9% นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 4.4% และอัตราการเข้าพักโรงแรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อคนระมัดระวังการใช้เงิน ธุรกิจขายของยาก รายได้ไม่โต การลงทุนของธุรกิจขนาดเล็กยิ่งเกิดยาก
เรื่องที่ “น่าห่วงกว่า” คือ การว่างงานอยู่ที่ 0.9% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องถึง 12 ไตรมาส ธุรกิจขนาดเล็กจึงเจอ “สองเด้ง” ทั้ง “ยอดขายไม่ดี” และ “ธนาคารระมัดระวังในการปล่อยกู้มากขึ้น” ธุรกิจที่ปิดตัวในช่วงครึ่งแรก เพิ่มขึ้นเป็น 12.5% และทุนจดทะเบียนกิจการเลิกสูงถึง 98,900 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจใหม่มีจำนวน 44,773 รายแต่ทุนจดทะเบียนกลับลดลง 25.4%
ภาพที่สะท้อน…ไม่ใช่แค่มี “ธุรกิจใหม่” มากกว่า “ธุรกิจที่ปิด” แต่ธุรกิจเปิดใหม่มีขนาดเล็กลง ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่หายไป นี่เป็นสัญญาณ ที่ต้องจับตาความแข็งแรงของภาคธุรกิจไทย

อีกปัญหาหนึ่งคือ หนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง เมื่อคนมีหนี้มากก็เอาหนี้ไปชำระคืนแทนการบริโภค เมื่อการบริโภคไม่โต ธุรกิจก็ขายของยากจะเห็นได้จาก สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ลดลง 7.8% และเมื่อธุรกิจไม่เห็นอนาคต ก็ไม่มีใครกล้าลงทุนเพิ่ม กลายเป็นวงจรเศรษฐกิจโตต่ำไปเรื่อย ๆ
ปัญหาหนักที่สุดของเศรษฐกิจไทยคือมีผลิตภาพต่ำเกินไป เรามีถนน มีท่าเรือ มีสนามบิน มีนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงาน มีระบบธนาคาร และมีห่วงโซ่การผลิตที่หลายประเทศอยากได้ แต่เราใช้ทรัพยากรเหล่านี้ สร้างการเติบโตช้าลง ขณะที่เพื่อนบ้านกำลังวิ่งเร็วขึ้น ลองมอง “เวียดนาม-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย” จะเห็นภาพชัดขึ้น ประเทศไทยยังไม่ได้จนลง และยังมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าเวียดนาม แต่ประเทศเหล่านี้กำลังเติบโตมากกว่าเรา เราไม่ได้เดินถอยหลัง แต่คนอื่นวิ่งเร็วกว่าเรา และถ้าเป็นอย่างนี้อีก 10-20 ปี ช่องว่างที่เคยมีอาจหายไปโดยไม่รู้ตัว
ทั้งหลายทั้งปวง ประเทศไทยยังมีเวลาและมีข้อได้เปรียบมากมาย เรามีอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร การแพทย์ การท่องเที่ยว และกำลังได้รับการลงทุนใหม่ใน EV แบตเตอรี่ ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ สิ่งทีต้องทำไม่ใช่ปิดประตูไล่เงินทุนต่างชาติ แต่ต้องถามว่า ทำอย่างไรจะให้การลงทุนเหล่านี้เชื่อมกับบริษัทไทย คนไทย เทคโนโลยีไทย และการจ้างงานที่มีรายได้สูงขึ้น
ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลัง “เสียความเร็ว” และเรื่องนี้อาจอันตรายกว่าการเกิดวิกฤติเสียอีก เพราะไม่มีธนาคารล้ม ไม่มีเงินบาทพัง ไม่มีคนตกงานเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างยังดูปกติ แต่โรงงานเดินเครื่องไม่เต็มที่ SME กู้เงินยาก คนซื้อรถน้อย ธุรกิจปิดตัว และคนหนุ่มสาวกำลังลดลง ไม่ควรใจดีกับจีดีพี. ที่คาดว่าจะโต 2%
คำถามสำคัญ ไม่ใช่ปีนี้ไทยโตหรือไม่ แต่คือ ไทยโตเร็วพอหรือยัง ถ้าเรายังโตแค่ 2% แต่ประเทศอื่นโต 5-8% ต่อเนื่อง สิ่งที่เราจะเสียไปไม่ใช่ตัวเลข จีดีพี. แต่คือ โอกาส บริษัทใหม่ เทคโนโลยีใหม่ งานใหม่ และรายได้ใหม่
นี่อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด ที่เราต้องเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานราคาถูก ไปสู่แรงงานทักษะสูง ถ้าไม่ทำวันนี้ อีก 10 ปีเราอาจไม่ได้ถามว่า ไทยกำลังถดถอยหรือไม่ แต่จะถามว่า “ทำไมประเทศที่เคยตามหลังเราวิ่งแซงเราไปแล้ว”
…………………………..
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















