คดีพิเศษที่ 24/2568 เป็น คดีสอบสวนกรณีความผิดเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. โดย “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) รับดำเนินการในประเด็น “ฟอกเงิน” และต่อมามีการรวมประเด็น “ความผิดฐานอั้งยี่” เข้ามาในสำนวน จากนั้นมี การสอบพยาน ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ และพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลจำนวนมาก โดยช่วงหนึ่งมีการระบุถึง ความเชื่อมโยงของบุคคลประมาณ 1,200 ราย และพื้นที่เกี่ยวข้องหลายจังหวัด
ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แต่งตั้ง คณะไต่สวนชุดที่ 26 เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 68 มี “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมเป็นกรรมการ มีความเห็นเสนอให้ส่งฟ้องผู้กระทำผิดรวม 229 คน โดยเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และ กรรมการบริหารพรรค และเครือข่ายพรรคการเมือง 91 คน
และในช่วงนั้น มีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ปรากฎออกมาในสื่อช่วงปี 2568 แต่ในครั้งนั้น “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ในขณะนั้น) ออกมาชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวไม่ได้หลุดจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ
แต่ กรณีปัจจุบันมีลักษณะต่างออกไป เพราะ “ดีเอสไอ” ออกแถลงการณ์ระบุเองว่า ภาพเอกสารที่เผยแพร่ในสื่อสาธารณะ “น่าเชื่อว่าเป็นหน้ารายงานการสอบสวนในคดีพิเศษ” ดังนั้น โจทย์ของตำรวจ จึงไม่ใช่เพียงการตรวจสอบว่า เอกสารจริงหรือปลอม แต่ต้องหาบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำแนกได้อย่างน้อย 4 กลุ่ม ว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง ได้แก่
กลุ่มที่ 1 เจ้าหน้าที่ถือหรือเข้าถึงสำนวนโดยตรง
- -พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่ กกต.
- -เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยในคณะพนักงานสอบสวน
- -เจ้าหน้าที่ธุรการสำนวน
- -ผู้มีหน้าที่จัดเก็บหรือสำเนาเอกสาร
- -เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายหรือผู้เกี่ยวข้องกับการส่งสำนวน
- -หน่วยงานอื่นที่ได้รับเอกสาร เช่น กกต. และอัยการ
ปัจจุบัน มีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญการตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล เช่น metadata ของไฟล์ ประวัติการพิมพ์ การถ่ายสำเนา การส่งไฟล์ การเข้าใช้งานระบบ และกล้องวงจรปิด
กลุ่มที่ 2 บุคคลหรือหน่วยงาน ที่ได้รับเอกสารตามกระบวนการคดี
คดีพิเศษ 24/2568 มีการทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน โดย DSI ระบุว่า มีพนักงานอัยการจากสำนักงานอัยการสูงสุดร่วมสอบสวน และมีการประสานงานกับ กกต. ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.
ดังนั้นการสืบสวนต้องตรวจสอบ “เส้นทางเอกสาร” ทั้งหมด ตามบัญชีรับ-ส่งสำนวน ว่าหน่วยงานไหน รับสำนวนไปเมื่อไหร่ มีการทำสำเนา และส่งต่อให้ใครหรือไม่

กลุ่มที่ 3 ผู้ถูกกล่าวหาในคดี
กลุ่มนี้อาจมีแรงจูงใจที่จะนำเอกสารออกมาเปิดเผย เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดี หรือเพื่อโต้แย้งพนักงานสอบสวน แต่โอกาสที่บุคคลกลุ่มนี้จะเผยแพร่เอกสารออกมา ค่อนข้างยากมาก เพราะปัจจุบัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการประชุมพิจารณาสำนวน “ฮั้ว สว.” ที่ใกล้จะปิดฉากแล้ว
ทาง กกต.แต่ละคนได้นำประเด็นที่เจ้าของสำนวนได้รายงาน ข้อซักถาม ข้อสังเกตของ กกต.เกี่ยวกับสำนวน ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา และข้อกฎหมายไปพิจารณาและเขียนมติของตนเอง ก่อนที่จะมีบทสรุปในขั้นตอนสุดท้าย
กลุ่มที่ 4 ผู้รับเอกสารในแวดวงการเมือง
หากตรวจสอบพบว่า เอกสารสำนวนไปถึงนักการเมือง หรือบุคคลใกล้ชิดฝ่ายการเมืองก่อนถูกเผยแพร่ออกมา ก็ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบ “ผู้ส่งต้นทาง” หรือ “นักการเมืองบางราย” ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ และยืมมือ “สื่อมวลชน” ที่สนิทสนมกัน ตีแผ่เรื่องราวในสำนวนออกมาก่อน เพื่อหวังผลทางการเมือง…ก็เป็นไปได้
และจุดนี้ มีคำถามสำคัญคือ “นักการเมือง” ต้องอยู่ในระดับไหน อดีตเคยดำรงตำแหน่งอะไร ที่สามารถล้วงข้อมูลลับสุดยอดในสำนวน ที่ ดีเอสไอ กกต. และอัยการสูงสุด ทำร่วมกันได้ และเส้นทางเอกสารที่หลุดออกมา เชื่อมไปถึงใคร และมีหลักฐานหรือไม่ว่าบุคคลระดับนโยบายเกี่ยวข้องกับการนำเอกสารออกจากระบบราชการ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ย้ำว่า การนำสำนวนในคดีฮั้ว สว.มาเผยแพร่ มีความผิดกฎหมายอาญา ได้แก่
มาตรา 164 เจ้าพนักงานเปิดเผยความลับในราชการ
เป็นมาตราที่สำคัญที่สุดสำหรับ “คนใน” ผู้ที่จะเข้าองค์ประกอบต้องเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ และกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่จนทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น โทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 322 การเปิดผนึกหรือเอกสารของผู้อื่น
มาตรานี้มีองค์ประกอบแตกต่างจากมาตรา 164 โดยมุ่งไปที่การเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อให้รู้ข้อความหรือเปิดเผยข้อความ และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บุคคลใดเสียหาย /โทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สุดท้ายคือ มาตรา 323 ผู้มีหน้าที่หรืออาชีพที่รู้ความลับแล้วเปิดเผย
มาตรานี้ครอบคลุมบุคคลที่ล่วงรู้ความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงาน หรือโดยวิชาชีพ/หน้าที่บางประเภท แล้วเปิดเผยจนมีแนวโน้มทำให้ผู้อื่นเสียหาย โทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนกรณี ฝ่ายค้าน และแนวร่วมฯ อย่าง “ไอลอว์” และ “สื่อมวลชนบางราย” ที่ได้รับเอกสารสำนวนคดีฮั้ว สว. แล้วนำพฤติการณ์แห่งคดีมาเผยแพร่ จะเข้าข่ายความผิดหรือไม่นั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มองว่า “ความรับผิดของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน บางส่วนอาจถูกสอบสวนเรื่องการเปิดเผยความลับในราชการ แต่จะไม่เท่ากับความผิดในบุคคล 4 กลุ่มที่จำแนกไว้ข้างต้น หากพบว่ามีการนำเอกสารราชการมาเผยแพร่”
ทีมข่าวตรวจสอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกา ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4334/2531 ที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่าเจ้าพนักงานเปิดเผยความลับในสำนวนการสอบสวนทางวินัยให้ผู้อื่นล่วงรู้ และมีการกล่าวหาในประเด็นความผิดตามมาตรา 164
ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า หากเจ้าพนักงานกระทำการเปิดเผยความลับดังกล่าว ความเสียหายโดยตรงเป็นของหน่วยงานราชการผู้เป็นเจ้าของความลับ ไม่ใช่ผู้ถูกสอบสวนเป็นการส่วนตัวในฐานะผู้เสียหายโดยนิตินัย และ “ผู้เสียหายในคดีนี้” คือทาง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” ได้เข้าแจ้งความเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่ได้หมายความว่า ผลการตัดสินคดีจะเหมือนกัน
สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึง “ระบบรักษาความลับ” ของ “สำนวนคดีพิเศษ” ที่ยังมีช่องโหว่ เพราะสำนวนคดีสำคัญระดับชาติ หลุดรอดไปถึง “พื้นที่การเมือง” ได้อย่างไร หากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามไทม์ไลน์ สำนวนคดีฮั้ว สว. ที่หลุดรอดออกมาผ่านสื่อและฝ่ายค้านตลอดช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก็อาจไม่ยากเย็นนัก ในการสืบสวนเอาผิด “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังการปล่อยเอกสารนี้ออกมา
………….
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















