ลุ้น“ตุลาการภิวัฒน์”ปลดล็อกการเมือง หยุด“ระบอบสีน้ำเงิน”กินรวบประเทศ!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“เทพไท” ชี้การเมืองภายใต้ระบอบสีน้ำเงินเดินเข้าสู่ทางตัน เหตุฝ่ายการเมืองมีความแข็งแกร่งจนยากถูกโค่นล้ม จับตา 2 แนวทาง “ตุลาการภิวัฒน์” ทั้งคดีบัตรเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ และคดีฮั้ว สว. หากศาลมีคำวินิจฉัยลงโทษผู้เกี่ยวข้อง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 27 ส.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความถึงสถานการณ์ทางการเมือง ภายหลังเมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานปากสำคัญ 5 ปาก ในคดีเกี่ยวกับการพิมพ์คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งว่า การดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าว กำลังเป็นที่จับตาของสังคม เนื่องจากมีประเด็นสำคัญว่าการจัดทำบัตรเลือกตั้งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจะส่งผลให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 เป็นโมฆะหรือไม่

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้วันนี้ (27 ส.ค.69) เดินเผชิญสืบเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา และกำหนดให้วันที่ 11 กันยายน 2569 คู่กรณีทั้งสองฝ่ายยื่นคำแถลงปิดคดี ก่อนกำหนดวันที่ 28 ก.ย.69 เป็นวันอ่านคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งดังกล่าว จะเป็นโมฆะหรือไม่

นายเทพไท กล่าวว่า กรอบเวลาดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายเกิดความคาดหวังต่อทิศทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะภายใต้การบริหารจัดการของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมในหลายด้าน จนทำให้กลไกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือการยุบสภา ดูจะเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นได้ยาก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเสียงเรียกร้องและความคาดหวังต่อกระบวนการ “ตุลาการภิวัฒน์” ให้เข้ามาเป็นทางออกในการปลดล็อกการเมือง แม้จะเป็นเพียงแสงสว่างริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์ก็ตาม โดยเฉพาะจากกลุ่มที่ไม่ต้องการเห็นการผูกขาดหรือการ “กินรวบ” ทางการเมือง

นายเทพไท ระบุว่า ในอดีตประเทศไทยเคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2549 และ 2557 ที่นำไปสู่การล้างกระดานทางการเมือง และมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันจึงเกิดความคาดหวังว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกทางการเมือง แม้จะเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้ไม่ง่ายนักก็ตาม

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่สังคมจับตาคือคดีเกี่ยวกับขบวนการฮั้ว สว. หรือการทุจริตในการเลือก สว. หลังมีการเปิดเผยพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และมีแรงกดดันไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีมติสั่งฟ้องหรือส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

หากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับฟ้อง บุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและอยู่ในข่ายต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจรวมถึง สว. จำนวน 138 คน ตลอดจนนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและ สส. อีกจำนวน 30 คน ตามเงื่อนไขของกฎหมายและคำสั่งของศาล

จากนั้น ศาลจะพิจารณาว่าการกระทำที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้วหรือทุจริตในการเลือก สว. มีมูลและเข้าข่ายความผิดหรือไม่ หากผลการพิจารณาวินิจฉัยว่ามีการทุจริตจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน อาจเผชิญบทลงโทษ รวมถึงการถูกตัดสิทธิทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด

นายเทพไท ยังกล่าวถึงกรณีบุคคลซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.ว่า หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด และเข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย ก็อาจส่งผลต่อสถานะของพรรคการเมืองตามกระบวนการทางกฎหมายด้วย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและปลดล็อกสถานการณ์ทางการเมือง

“ดังนั้น สังคมจึงกำลังจับตากระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จาก 2 แนวทางสำคัญ คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าจะเป็นโมฆะหรือไม่ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในคดีฮั้ว สว. หรือโกง สว. หากศาลวินิจฉัยว่าผู้เกี่ยวข้องมีความผิดจริง ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ และเป็นช่องทางในการปลดล็อกการเมืองที่กำลังเดินเข้าสู่ทางตัน” นายเทพไทกล่าว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img