“อนุทิน” ตรวจความพร้อมกองทัพเรือ ลั่นศักยภาพไม่เป็นรองใคร

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


อนุทิน” ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมกองทัพเรือ ชมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ ย้ำศักยภาพกองทัพเรือไม่เป็นรองใคร พร้อมหารือเหล่าทัพจัดหายุทโธปกรณ์ทดแทนของเดิมที่ใกล้ปลดระวาง ชี้ประเทศอยู่ในช่วงอ่อนไหวด้านความมั่นคงและอธิปไตย ด้านปมชายแดนกัมพูชา ย้ำทำตาม Joint Statement หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงจะนำไปสู่การหารือได้

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิม ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับชมการฝึกซ้อมทางทะเลแล้วเสร็จ จะเดินทางต่อด้วยเรือหลวงอ่างทอง เพื่อขึ้นเรือลำเลียงพลมายังสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

แต่เนื่องจากสภาพอากาศมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีคลื่นลมแรง ทำให้ไม่สามารถขึ้นเรือลำเลียงพลได้ จึงยกเลิกการเดินทางด้วยเรือลำดังกล่าว และเปลี่ยนเป็นขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากเรือหลวงจักรีนฤเบศร บินมาลงบริเวณหาดยาวแทน

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ (Incident Command Center: ICC) พร้อมชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์และการบูรณาการระหว่างหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของกองทัพเรือที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

ช่วงหนึ่งระหว่างการตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ นายกรัฐมนตรีได้สวมผ้ากันเปื้อนที่ปักข้อความว่า “นายกรัฐมนตรี” โชว์ฝีมือทำอาหารเลี้ยงกำลังพลที่เข้าร่วมการฝึกซ้อม โดยลงมือทำเมนู “ผัดกะเพราหมูสับ” ก่อนชิมและยกนิ้วโป้ง เป็นสัญลักษณ์ว่าอาหารรสชาติดี

ภายหลังตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ นายอนุทินให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า วันนี้มาดูความพร้อมของกองทัพเรือ ตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารเรือ โดยจะพยายามเดินทางไปตรวจเยี่ยมทุกเหล่าทัพ เพราะต้องการทำงานด้วยความเข้าใจและให้การสนับสนุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันอธิปไตยของชาติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือที่เห็น ถือว่ามีความพร้อม แต่ยังมีบางส่วนที่จำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติม เนื่องจากยุทโธปกรณ์บางชนิดที่มีอยู่เดิมใกล้ถึงกำหนดปลดระวาง ขณะเดียวกันสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้มีความอ่อนไหวในเรื่องความมั่นคงและอธิปไตย จึงต้องหารือร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า จะจัดหาและเสริมความมั่นคงให้กับกองทัพอย่างไร

นายอนุทินกล่าวว่า จากการตรวจการฝึกในวันนี้ มองว่าศักยภาพของกองทัพเรือไม่เป็นรองใคร โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ “เสด็จเตี่ย” ได้วางรากฐานกองทัพเรือไว้อย่างดี ทำให้ฐานทัพเรือต่าง ๆ มีความเข้มแข็ง และปัจจุบันกองทัพเรือยังขยายบทบาทในการดูแลประชาชน ไม่ได้มีภารกิจเฉพาะการรบทางน้ำเท่านั้น แต่ยังสามารถปฏิบัติการทางบก ช่วยเหลือประชาชน บรรเทาสาธารณภัย และป้องกันอธิปไตยของชาติได้ด้วย

“สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องให้การสนับสนุน เพื่อให้ทุกเหล่าทัพมีความพร้อมและเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดสันติสุข” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถามว่า เรือของกองทัพเรือเก่าหมดแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จำเป็นต้องทยอยจัดหาเพื่อทดแทนของเดิม พร้อมยกตัวอย่างว่า ก่อนหน้านี้มีการพูดกันว่า ปัจจุบันไม่มีการรบแล้ว แต่ในช่วงไม่ถึงปีที่ผ่านมา กองทัพเรือยังต้องปฏิบัติภารกิจในจังหวัดติดทะเลฝั่งตะวันออก

“เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่าเอาเรือธรรมดามารบก็คงไม่ได้ มันต้องมีความพร้อม และต้องแสดงความเข้มแข็ง แสดงถึงแสนยานุภาพ” นายอนุทินกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า คำว่า “แสนยานุภาพ” เป็นคำที่มีความหมายและสร้างแรงยับยั้ง หากไทยมีแสนยานุภาพที่ดี อริราชศัตรูก็ต้องคิดว่าจะเข้ามาต่อกรหรือไม่ ดังนั้นไทยต้องมีความพร้อมในศักยภาพที่สามารถทำได้ และรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนเหล่าทัพให้มีความเข้มแข็ง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปตรวจความพร้อมรบบริเวณชายแดน และฝ่ายกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ นายอนุทินกล่าวว่า ตนทำตาม Joint Statement ซึ่งระบุว่า ใครอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงจุดนั้น

“ถ้าเขาทำตาม Joint Statement ด้วย มันก็จะได้นำไปสู่การหารือ แต่ถ้าเขาไม่ทำ ก็ไม่รู้จะหารืออย่างไร” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถามว่า มีสิ่งใดที่จะต้องเสริมแสนยานุภาพให้กองทัพเรืออย่างเร่งด่วนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ให้สอบถามผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในรายละเอียด เนื่องจากตนไม่ทราบว่าประเด็นใดสามารถเปิดเผยได้ เพราะไม่ควรบอกทุกอย่างว่าไทยมีอะไร

“ให้มาถึงก็อุ๊ย มีอย่างนี้ด้วยหรือ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรในลักษณะ “UXV Carrier” เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะและความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ

นอกจากนี้ ระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ โดยการทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

ขณะเดียวกัน ในการฝึกยังมีเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและเป็นหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ เข้าร่วมการฝึกอย่างเต็มภารกิจ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบและโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img