มติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่เห็นชอบร่วมกันให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา อาจดูเหมือนว่า เป็นการประคองจังหวะทางเศรษฐกิจไว้ก่อน เพราะหากปรับลดลงไปอาจได้ไม่คุ้มเสีย
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป ต้องหันไปดูที่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ที่ขยายตัวได้ในระดับที่ 1.9% นั้น ก็จะพบว่า ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่เร่งไม่ขึ้นเท่านั้น กลายเป็นว่า… เครื่องยนต์นี้ได้วิ่งด้วยล้อเพียงข้างเดียวเท่านั้น ซึ่งอาการวิ่งล้อเดียวนี้ เสี่ยงต่อการพลิกคว่ำไม่เป็นท่า อยู่ทุกช่วงจังหวะทีเดียว
เศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้จะฟื้นตัวได้ดี จากแรงส่งของภาคส่งออกและการลงทุนที่เกาะไปกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ : AI) แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง
วิกฤตที่น่ากลัวที่สุด! ของไทยในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเติบโตในระดับต่ำ แต่คือภาวะ “โตไม่ทั่วถึง”” หรือปรากฏการณ์เศรษฐกิจรูปตัวเค ที่ขาล่างกำลังดิ่งลง ในขณะที่ขาบนทะยานขึ้น
หากสังเกตภาพการลงทุนภาคเอกชนในปัจจุบัน ก็จะเห็นกลุ่มทุนใหญ่พุ่งทะยานไปพร้อมกับคลื่นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ทั้งการลงทุนในระบบเอไอ และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือดาต้าเซ็นเตอร์
สิ่งที่น่าตกใจ…และชวนให้ตั้งคำถามคือ…เงินมหาศาลเหล่านั้นกลับสร้างประโยชน์ตกถึงท้องคนในประเทศน้อยกว่าที่คิด!

ข้อมูลจาก “แบงก์ชาติ” ชี้ชัดถึงความย้อนแย้งนี้อย่างน่าตกใจ สินค้าส่งออกในหมวดเทคโนโลยีของไทย มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้า พุ่งสูงขึ้นจาก 48% ในปี 61 มาแตะระดับเกือบ 70%
นั่นหมายความว่า…ยิ่งส่งออกสินค้าไฮเทคได้มากเท่าใด เงินส่วนใหญ่กลับไหลออกไปหาผู้ผลิตต่างชาติ ขณะที่มูลค่าเพิ่มจริงที่ตกอยู่กับคนไทยกลับเหลือเพียงหยดน้ำเล็ก ๆ
ไม่เพียงเท่านี้…โครงสร้างการลงทุนยุคใหม่ เน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเครื่องจักรเพื่อลดการใช้คน ส่งผลให้การจ้างงานต่อหน่วยทุนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
โครงการใหญ่ ๆ เริ่มหันไปจ้างงานต่างชาติทักษะสูง หรือเลือกใช้วิธีจ้างงานแบบชั่วคราวและสัญญาจ้างมากขึ้น ความมั่นคงในชีวิตของแรงงานไทยจึงถูกบั่นทอนลงเรื่อย ๆ
ส่วนอีกด้านหนึ่งของ “ตัวเค” ที่เป็นเส้นเลือดฝอยของประเทศอย่างผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง กลับกำลังจมลงในวิกฤตสภาพคล่องอย่างหนัก
ด้านบรรดาธุรกิจขนาดใหญ่ ต่างเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำได้อย่างสบาย แต่สถาบันการเงินกลับเพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุดในการปล่อยกู้ให้แก่เอสเอ็มอีและผู้มีรายได้น้อย ด้วยความหวาดกลัวปัญหาหนี้เสีย
แม้ในภาพรวมสินเชื่อรวมจะขยายตัวได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นการขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียน เพื่อกักตุนสินค้า และวัตถุดิบช่วงวิกฤติพลังงาน ไม่ใช่เพียงการลงทุนใหม่อย่างเดียว ซึ่งระยะข้างหน้าการขยายตัวส่วนนี้อาจลดลงได้
ด้วยเหตุนี้กนง.จึงแสดงความเป็นห่วงและส่งสัญญาณให้เห็นชัดเจน ว่า คนที่มีศักยภาพ น่าเป็นห่วง เพราะควรที่จะได้รับสินเชื่อแต่กลับไม่ได้รับ
การที่สถานการณ์สินเชื่อหดตัวเช่นนี้ เปรียบเหมือนการตัดท่อน้ำเลี้ยงในวันที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพยังทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อในระดับฐานรากซบเซาจนเครื่องจักรการบริโภคของคนส่วนใหญ่ในประเทศเกือบจะหยุดหมุน

แม้สังคม…ยังส่งเสียงเรียกร้องให้ “กนง.” ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก เพื่อช่วยคนตัวเล็ก ก็อาจฟังดูเป็นทางออกที่หอมหวาน แต่นี่คือจุดที่ “กนง.” เลือกจะส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมาว่า ดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค
ปัญหาของ “เอสเอ็มอี” และ “คนรายได้น้อย“ ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของ “ราคาเงินกู้” หรือ “ดอกเบี้ยที่แพงเกินไป” แต่เป็นเรื่องของการ “ถูกปิดประตูไม่ให้เข้าถึงเงินกู้ต่างหาก!!”
ดังนั้น การตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% จึงเป็นเพียงการประคองเสถียรภาพไม่ให้ผันผวน แต่การผ่าตัดรอยแผลความเหลื่อมล้ำนี้ จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้ทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง รวมไปถึงการปฏิรูปซัพพลายเชน
การใช้นโยบายการเงินก็ต้องตรงจุด เพื่อเข้าไปค้ำประกันความเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือบรรดาเอสเอ็มอี ที่ยังมีศักยภาพ ให้เข้าถึงสภาพคล่องได้จริง ขณะเดียวกันก็ต้องใช้นโยบายการคลังที่ตรงเป้าในการเร่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดรับกับโลกใหม่
ที่สำคัญที่สุด…คือ การปฏิรูปในเรื่องของซัพพลายเชน ด้วยการกำหนดหรือสร้างแรงจูงใจ ให้โครงการลงทุนเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากต่างชาติ ต้องดึงเอาผู้ผลิตชิ้นส่วนและแรงงานในประเทศเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้ไทยเป็นเพียงแค่พื้นที่ตั้งโรงงาน
ต้องยอมรับว่า การคงดอกเบี้ยของ “กนง.” ในครั้งนี้ ได้ส่งสัญญาณให้เห็นชัดเจนว่า เวลานี้ประเทศไทยกำลัง “ป่วย” ในเรื่องของโครงสร้างอย่างชัดเจน หากยังหลงใหลอยู่กับตัวเลขสวย ๆ จากทุนใหญ่ แต่รากหญ้ารากฝอยแห้งตายสนิท ประเทศไทยก็เสี่ยงต่อการล้มครืนเพราะขาดรากฝอยที่คอยยึดเหนี่ยว!
…………………………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















