ตาม สูตรเล่นการเมืองฉบับค่ายสีน้ำเงิน เน้นเสียงในสภาฯ แน่นปึ๊ก ญาติดีกับกองทัพป้องกันยึดอำนาจ แถมวางคนลงตำแหน่งสำคัญ ทั้งโครงสร้างประเทศไทย ก่อกำแพงเสริมเหล็กเขากระโดง
โดยเฉพาะ การจัดทัพโยกย้ายประจำปี “20 บิ๊กข้าราชการกระทรวงมหาดไทย” ครั้งล่าสุดเห็นภาพชัดเจน คนที่เข้าไลน์เส้นน้ำเงินต้องภายใต้เงื่อนไข “ปอดใหญ่-ปากปิด-ทำงานตามสั่ง” ถึงได้ขยับเลื่อนขั้น
ขอขยายให้เห็นภาพเงื่อนไขคนประเภท “ปอดใหญ่” คือ ปอดไม่แหก “ปากปิด” คือ พวกต้องพูดตามบทที่ถูกกำกับเท่านั้น ส่วน “ทำงานตามสั่ง” คือ สั่งชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก โดยไม่สนกติกา
ถึงได้เห็นภาพ “สมชาย ลีหล้านอย” พ่อเมืองนครศรีธรรมราช ขึ้นมาเป็น อธิบดีกรมที่ดิน โดยมีคดีร้อนที่ต้องรับมือ กรณีการเพิกถอนโฉนดเขากระโดง ตามคำพิพากษาศาลฎีกา แม้ต่างฝ่ายต่างยกข้ออ้างทางกฎหมายประหัตประหารกัน สุดท้ายยังเป็นจุดตายของระบอบน้ำเงินที่ยากจะรับมือ
เช่นเดียวกับ “ปิยะ ปิจนำ” พ่อเมืองบุรีรัมย์ กระโดดข้ามเขากระโดงไปนั่งเป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มีงบประมาณมหาศาล แต่ยังต้องปัดกวาดบ้านให้สะอาดคดีโกงสอบท้องถิ่นที่ต้องสาวให้ถึงปลาตัวใหญ่ที่เป็นนักการเมือง
แต่ที่น่าจับตา กรณี “ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล” อธิบดีกรม สถ.เดิมที่ถูกย้ายฟ้าผ่าเข้ามา ประจำกระทรวงมหาดไทย เซ่นปมทุจริตสอบตั้งแต่ประเด็นนี้ถูกจุดพลุ
ล่าสุดถูกเด้งไปเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง ตามมติ ครม. 25 ส.ค.69 แม้ถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่หลังเพิ่งถูกรับทราบ 6 ข้อกล่าวหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น
ปัญหาคือ กระบวนการสำคัญนับจากนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าเหมาะสมหรือไม่ หากไม่เหมาะสม ครม.ทั้งคณะตกม้าตายในคดีจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ นั่นคือ กระทรวงมหาดไทยที่จัดทัพเรียบร้อยโรงเรียนเขากระโดง

ขณะเดียวกัน ถ้าองค์กรไหนค่ายน้ำเงินยังยึดไม่ได้ ก็เปิดเกมโดยเริ่มเขย่าเก้าอี้ เปิดปฏิบัติการไอโอ ตามด้วยส่งเครือข่ายยื่นร้องเรียน ปล่อยกระแสข่าวทำลายล้าง ยื่นคณะกรรมาธิการสามัญในสภา หรือวุฒิสภา ตรวจสอบ เพื่อบดขยี้ให้ทิ้งเก้าอี้
เช่นเดียวกับ ยุทธวิธีเล่นกับไฟทางการเมือง ประเดิมด้วยตีโต้กลับฝ่ายตรงข้ามใช้ข้อมูลเท็จ เมื่อกระแสเริ่มสัมผัสถึงข้อมูลจริงได้มากขึ้น ก็งัดไพ่ตายฟ้อง โดยไม่สนไม่แคร์กระแสสังคม เพราะจับจุดอ่อนสังคมไทยแค่ 3 เดือนลืมปมร้อน
หากประเด็นไหนเจอแรงสังคมกระแทกหนัก ตั้งแต่ “ไอ้โม่ง” กินส่วนต่าง ที่เป็นเงินประชาชนผู้เติมน้ำมัน จากไม่มีไอ้โม่ง จนต้องตั้งรับโดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แต่สุดท้าย “ไอ้โม่ง” ลอยไปตามสายลม
ล่าสุดภาคประชาชน ฝ่ายค้าน ร่วมตรวจสอบ ขบวนการโกงเลือก สว. ควบคู่กับตรวจสอบ ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น สองปมเผือกร้อนเขย่าศรัทธารัฐบาล โดยเฉพาะขบวนการฮั้ว สว. เจอพลังตรวจสอบอย่างหนัก
จนฝ่ายถูกตรวจสอบ ออกอาการฟ้องแก้เกี้ยวถึงที่มาของข้อมูล และ กกต.ที่สังคมรอลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงายคดีฮั้ว สว. 229 คน ซึ่งมี สว.140 คน มีคนในเครื่อข่ายนักการเมืองระดับบิ๊ก ๆ เต็มพิกัด ไม่ว่าออกหน้าไหน ล้วนกระทบต่อรัฐบาล แต่คดีนี้เหมือนถูกดึงจังหวะ

กลับมีมติดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว.ขาดคุณสมบัติต้องห้าม 1,767 ราย ซึ่ง กกต.มีมติตั้งแต่ 19 พ.ค.69 และ 4 มิ.ย.69 แต่เพิ่งมาเปิดในวันที่ 27 ส.ค.69
เหมือนเปิดประตูให้ฝ่ายตรวจสอบไปแง้มปากผู้สมัคร สว.ที่ขาดคุณสมบัติทั้งหมดว่า เดินไปสมัคร สว.ที่ว่าการอำเภอ โดยต้องการเป็น สว.จริง หรือมีปัจจัยอื่นจูงใจให้ไปสมัคร
เพราะปกติเจ้าหน้าที่รับสมัครมีเกณฑ์เบื้องต้นคัดกรองหากเจ้าหน้าที่ไม่ไฟเขียวรับสมัคร ผู้สมัครเหล่านี้จะผ่านด่านแรกมาได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่มีคำสั่งจาก “ต้นมะขามยักษ์” ที่กระทรวงคลองหลอด
ทั้งหมดชี้ให้เห็นถึงศักยภาพ “กำแพงเขากระโดงแข็งแกร่ง” แต่ “เปราะบาง” มีโอกาสพังทลายตลอดเวลา
……………………………..
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎร์เต็มขั้น



















